บุรีรัมย์-บริษัทขายจยย.ยันไม่รู้เห็นกับทนายฟ้องยึดที่ป้า 14 ไร่ด้านทนายเหยื่อเผยเรื่องคดีคงสู้ยากขึ้นอยู่ที่ศีลธรรม

78

บุรีรัมย์คืบหน้า ตัวแทนบริษัทขายรถจักรยานยนต์ออกมายืนยัน  ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องรู้เห็นกับทนายความที่ฟ้องยึดที่ดิน 14 ไร่ของป้าวัย 56 เหยื่อที่ค้ำประกันเช่าซื้อรถให้คนรู้จัก  พร้อมให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์  ยอมรับบริษัทได้รับผลกระทบเพราะคนเข้าใจผิด  ขณะทนายที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเหยื่อ เผยเรื่องคดีคงสู้ยากขึ้นอยู่ที่ศีลธรรมและความเห็นใจมากกว่า  

(9 ม.ค.63)  ความคืบหน้ากรณีผู้ที่นางวัฒนา   คงงาม  หรือป้าวรรณ  อายุ 56 ปี   ชาวบ้านบ้านสายโท 2 ใต้  ต.ปราสาท อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้ขึ้นป้ายที่บริเวณหน้าบ้าน ข้อความว่า “ท่านนายกฯลุงตู่ ช่วยชาวบ้านด้วย ค้ำประกันรถมอเตอร์ไซค์ 80,000 บาท ยึดที่ดิน 14 ไร่ ถูกจับขังคุก ไม่มีที่ยืนในสังคมแล้ว เดือดร้อนมากจริงๆ” หลังจากที่ไปค้ำประกันซื้อรถจักรยานยนต์ให้กับคนรู้จักต่างหมู่บ้าน  แต่ผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระติดค้างค่างวด 36 งวด  แล้วถูกทนายความฟ้องให้รับผิดชอบทั้งค่ารถและดอกเบี้ยแทนผู้เช่าซื้อเป็นเงินทั้งสิ้น 82,040 บาท   ซึ่งก็ได้มีการนัดไกล่เกลี่ยที่ศาลแต่ตนเองไม่ได้ไปเพราะป่วย  ทางทนายจึงบอกให้เซ็นอำนาจไปแทน   ด้วยความเชื่อใจและไม่ได้คิดว่าจะเกิดปัญหาอะไรจึงเซ็นมอบอำนาจไป  หลังจากนั้นกลับมีป้ายมาติดที่บ้านว่าโดนยึดทรัพย์บ้านและที่ดิน 14 ไร่ที่อาศัยอยู่ปัจจุบันขายทอดตลาด    ซึ่งทนายคนดังกล่าว  ก็เป็นคนไปประมูลซื้อบ้านและที่ดินของตนเองในราคา 340,000 บาท   ด้วยความที่ไม่รู้กฎหมายทนายบอกว่าไม่ต้องค้านเดี๋ยวจัดการให้เอง   พอไปขอเจรจาซื้อบ้านและที่ดินคืนจากทนายในราคา 500,000 บาท กลับไม่ยอม   แต่จะให้ซื้อคืนในราคา 4 ล้านบาท

 ขณะที่นายรังสรรค์   วาลีประโคน  ทนายความที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือป้าวัฒนา  ที่ตกเป็นเหยื่อ   ก็บอกว่า  จริงแล้วราคารถจักรยานยนต์ที่ป้าวัฒนา  ไปเซ็นค้ำประกันเพียง 40,000 กว่าบาทเท่านั้น  แต่พอผู้เช่าซื้อค้างชำระทางบริษัทจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายทั้งต้นและดอกเบี้ยเป็นเงินกว่า 80,000 บาท  ยอมรับว่ากรณีที่เกิดขึ้นเพราะคุณป้า ไม่รู้ขั้นตอนของกฎหมายและไม่มีเงินที่จะจ้างทนายไปสู้คดี  จึงทำให้ถูกฟ้องยึดบ้านและที่ดิน   ซึ่งหากจะสู้เรื่องคดีในตอนนี้ก็คงจะยาก  ก็คงจะขึ้นอยู่กับศีลธรรมและขอความเห็นใจจากผู้ที่ซื้อไปแล้วมากกว่า    ก็อยากให้กรณีที่เกิดขึ้นกับคุณป้า  เป็นตัวอย่างสำหรับคนที่จะไปเซ็นค้ำประกันให้ใคร  ควรจะรอบคอบให้มาก  ไม่เช่นนั้นอาจจะประสบชะตากรรมเหมือนกับคุณป้า  

จากนั้นผู้สื่อข่าวได้พยายามโทรศัพท์ติดต่อเพื่อจะขอสัมภาษณ์ทนายความที่ถูกกล่าวอ้างถึง  แต่ไม่สามารถติดต่อได้

จึงได้ไปขอสัมภาษณ์ทางตัวแทนบริษัทจำหน่ายรถจักรยานยนต์   ก็อนุญาตให้บันทึกเสียงได้  แต่ไม่ขอเปิดเผยใบหน้าหรือชื่อของบริษัท   โดยได้ชี้แจงให้ฟังว่า    กรณีดังกล่าวนายปรีชา   ลูกค้าได้มาเช่าซื้อรถที่ร้านเมื่อเดือน เม.ย.ปี 2557   จากข้อมูลพบว่าลูกค้ารายดังกล่าวมีการชำระเงินเพียง 4 งวด หลังจากนั้นก็ไม่ได้ชำระเลย ซึ่งช่วงที่ค้างชำระทางบริษัท ก็ได้มีการติดตามทวงถาม  ทั้งการโทรศัพท์ และส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายเร่งรัดไปติดตามทวงถามที่บ้านหลายครั้ง  แต่ก็ยังไม่มีการชำระผิดนัดถึง 36 งวด  กระทั่งเมื่อปี 2562 ได้ให้เจ้าหน้าที่ไปติดตามที่บ้านก็ไม่พบทั้งผู้เช่าซื้อและรถจักรยานยนต์ ทางบริษัทจึงจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยการฟ้องผู้ค้ำประกัน   ซึ่งก็ได้มอบหมายให้ทนายเป็นผู้ดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย  โดยทนายความเป็นคนไปทำการสืบทรัพย์เอง    เพราะทางบริษัทไม่ได้มีนโยบายที่จะไปซื้อที่ดินของชาวบ้านเพื่อมาขายเก็งกำไรอยู่แล้ว 

พร้อมชี้แจงด้วยว่าทนายความที่ดำเนินการเคสนี้ก็ไม่ได้เป็นพนักงานประจำของบริษัท  แต่ทางบริษัทจ้างมาเป็นจ๊อบๆ  แต่ทุกวันนี้ก็ไม่ได้จ้างแล้ว   กรณีที่เกิดขึ้นเขาก็ไปทำการติดต่อซื้อขายตามกระบวนการของกฎหมาบังคับคดี  ทางบริษัทไม่ได้เกี่ยวข้องรู้เห็นด้วยเลย      แต่พอทางบริษัททราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น   ตนเองในฐานะที่เคยผู้ว่าจ้างก็พยายามพูดคุยกับทนายคนดังกล่าวหลายครั้ง  ว่าอย่าทำแบบนั้นเลยบวกกำไรนิดๆหน่อยๆ ก็พอแล้ว  อย่าไปทำนาบนหลังคนเลย มันไม่ดีบาปกรรมเปล่าๆ    แต่คนที่ไม่รู้ก็มาพาดพิงและเข้าใจผิดว่าบริษัทมีส่วนรู้เห็นด้วย  ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายหาว่าไปร่วมมือ หรือสมรู้ร่วมคิดกับทนาย   ซึ่งตนเองขอยืนยันว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับกรณีที่เกิดขึ้น  พร้อมให้ไปตรวจเช็คเส้นทางการเงินได้เลยว่าไม่มีการโอนเงินให้ทนายไปซื้อที่ดินหรือเล่นละครตบตาชาวบ้านอย่างแน่นอน  ขอยืนยันด้วยศักดิ์ศรีที่ทำการค้าขายรถจักรยานยนต์มากว่า 30 ปี ไม่เคยทำเรื่องอะไรแบบนี้เลย   

ภาพ/ข่าว   สุรชัย      พิรักษา / บุรีรัมย์