เลย- แถลงพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายที่ 4 ด้านผู้ว่าฯเลย สั่งปิด 2 พื้นที่เสี่ยงทันที พร้อมออกประกาศห้ามเล่นสงกรานต์เด็ดขาด

31

จ.เลย โดย ศูนย์บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินสั่งปิดหมู่บ้านและสนง. พร้อมห้ามขายจ่ายแจกเหล้าเครื่องแอลกอฮอล์ถึง 30 เม.ย.นี้ หลังพบผู้ติดเชื้อแล้ว 4 ราย

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 12 เม.ย.2563 ที่ ศูนย์บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ห้องประชุมภูเรือ ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดเลย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วย นพ.ยอดลักษ์ สัยลังกา รอง นพ.สสจ.เลย นพ.ชุมนุม วิทยานันท์ ผอ.โรงพยาบาลเลย นายณรงค์ จีนอ่ำ ปลัดจังหวัดเลยและ พ.ต.อ.ณัฐกฤต คำวิเศษชัย รอง ผบก.ภ.จว.เลย ร่วมกันแถลงข่าวสถานการณ์ล่าสุดของเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดเลย หลังพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ ซึ่งนับเป็นผู้พบเชื้อและรักษาตัวที่ รพ.เลย แล้ว 4 ราย
ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวว่า หลังจากที่สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเลย จึงมติให้ออกประกาศ ห้ามขายสุรา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 รวมถึงห้ามเล่นสงกรานต์หรือมีการรวมพล ชุมนุม หรือ เลี้ยงสังสรรค์ เนื่องจากทางแพทย์ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า หากปล่อยให้มีการกระทำดังกล่าว จะมีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่เชื้อได้ นอกจากนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยยังได้มีคำสั่งปิด สถานที่เสี่ยงอีกทันที 2 แห่ง ได้แก่ 1.บริเวณตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย และ 2.สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเลย รวมไปถึง ที่ทำการชั้น 4 ของโรงพยาบาลเลย อีกด้วย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นพ.ยอดลักษ์ สัยลังกา รอง นพ.สสจ.เลย กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ของจังหวัดเลย ล่าสุดหลังจากได้ตรวจพบผู้ป่วยรายที่ 3 ของจังหวัดเมื่อวันก่อน ทางโรงพยาบาลเลยจึงได้ทำการเรียกตัวในครอบครัว ทั้งสามี บุตรชาย บิดา และมารดา มาทำการตรวจหาเชื้อ ปรากฏว่าพบสารพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 ในตัวสามีของผู้ป่วยรายนี้ ส่วนคนอื่นๆไม่พบเชื้อ ทำให้ตอนนี้จังหวัดเลย พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มเป็นรายที่ 4 จากการสืบประวัติพบว่า ผู้ป่วยรายที่ 3 เป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเลย อาศัยอยู่ที่บ้านก้างปลา ต.ชัยพฤกษ์ อ.เมืองเลย ส่วนสามี ซึ่งเป็นผู้ป่วยรายที่ 4 รับข้าราชการอยู่ที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเลย เบื้องต้นทางทีมสอบสวนโรคฯได้เรียกตัวผู้ที่มีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยในช่วงที่ผ่านมา รวม 15 ราย มาทำการตรวจหาเชื้อฯ ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในช่วงดึกของวันนี้ โดยทีมแพทย์ชี้ว่า 2 ใน 15 ราย มีความเสี่ยสูงที่ติดเชื้ออีกด้วย

ด้าน นพ.ชุมนุม วิทยานันท์ ผอ.โรงพยาบาลเลย ด้านผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลย กล่าวว่า จากการเปิดเผยไทม์ไลน์ของผู้ป่วยรายที่ 3 ในช่วงแถลงข่าวเมื่อวานที่ผ่านมา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับกระบวนการคัดกรองของโรงพยาบาลเนื่องจากผู้ป่วยรายที่ 3 ได้เข้ารับการรักษาอาการป่วยอยู่หลายครั้ง จึงขอเรียนว่า สาเหตุของการตรวจพบเชื้อช้าเนื่องมาจาก ปัจจุบันนั้นการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสโควิด-19 ต้องส่งไปตรวจที่เดียวเท่านั้นคือศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุดรธานี ซึ่งทางศูนย์ฯได้กำหนดหลักเกณฑ์การส่งผลเลือดตรวจไว้ 3 หลักเกณฑ์ คือ 1.ผู้ที่มีประวัติไปในพื้นที่เสี่ยงต่อการระบาดของโรค 2.มีประวัติการสัมผัสผู้ติดเชื้อ และ 3.มีอาการปอดอักเสบรุนแรง หาสาเหตุไม่ได้ หากไม่เข้าเกณฑ์ที่กล่าวมาทางศูนย์ฯจะไม่พิจารณา ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ในวันที่ 10 เมษายน ซึ่งเป็นวันที่แพทย์ตัดสินใจทำการส่งผลตรวจเชื้อนั้น เนื่องจากผู้ป่วยเริ่มมีอาการหอบเหนื่อยผิดปกติ ซึ่งเข้าเกณฑ์ที่สามารถส่งผลตรวจได้ แต่ก่อนหน้านี้มีเพียงอาการคล้ายไข้หวัดธรรมดาเท่านั้น จึงทำได้เพียงรับยาแล้วกลับไปรักษาตัวที่บ้าน ขณะที่ผู้ป่วยรายที่ 4 นั้น มีประวัติเดินทางไปยังกรุงเทพมหานครในช่วงที่ผ่านมา อีกทั้งจากการสอบสวนโรคพบว่า เจ้าตัวเคยมีอาการป่วยในลักษณะคล้ายไข้หวัดธรรมดามาแล้วก่อนหน้านี้ แต่ได้หาซื้อยามารับประทานเองจนกระทั่งหายจากอาการป่วย ก่อนถูกตรวจพบเชื้อเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากที่เจ้าหน้าที่ได้เรียกบุคคลในครอบครัวมาทำการตรวจสารคัดหลั่ง

สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ทั้ง 2 ราย (รายที่ 3 และ4) ปัจจุบันได้พักรักษาตัวที่อยู่ที่ห้องแยกโรคของโรงพยาบาลเลย ร่างกายยังแข็งแรงไม่มีอาการไข้ทั้งคู่ ส่วนผู้ป่วยรายที่ 2 นั้นล่าสุดแพทย์ได้ส่งผลตรวจสารคัดหลั่งไปเมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา พบว่ายังมีเชื้ออยู่จึงต้องพักรักษาตัวที่ห้องแยกโรคต่อไป ส่วนกรณีเคสผู้ป่วยอีก 1 ราย ซึ่งเป็นชาวอำเภอปากชม ที่ถูกตรวจพบเชื้อโควิด-19 ที่โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี นั้น ปัจจุบันทางโรงพยาบาลปากชมได้ทำการรับตัวผู้ป่วยเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลปากชมแล้วโดยล่าสุดผลตรวจพบว่ายังมีเชื้ออยู่ จึงต้องทำการรักษาตัวต่อไป

พ.ต.อ.ณัฐกฤต คำวิเศษชัย รอง ผบก.ภ.จว.เลย กล่าวว่า การบูรณาการอัตรากำลังของข้าราชการตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินมาตั้งแต่วันที่ 3 -11 เม.ย.2563 .ใช้การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดกวดขันกับผู้ที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งผู้กระทำผิดมีทั้งฝ่าเคอร์ฟิว คดีดื่มสุรา เกี่ยวกับยาเสพติด พกพาอาวุธปืน รวม 90 ราย ส่งศาลพิพากษาตัดสินเคอร์ฟิวคือ จำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี

บุญชู ศรีไตรภพ ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เลย