บึงกาฬ-ผู้ว่าฯถกเครียดสุดท้ายสั่งล็อกดาวน์แล้ว

47

จังหวัดบึงกาฬ เป็นจังหวัดเดียวในภาคอีสานที่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิค-19 และเป็นจังหวัดเดียวที่ยังไม่ปิดให้ประชาชนเดินทางเข้า-ออก จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก หลายคนอยากให้ปิดจังหวัด

ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดบึงกาฬ นำโดยนายสนิท ขาวสอาด ผวจ.บึงกาฬ  พร้อม รองผู้ว่า ปลัดจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอ สาธารณสุขจังหวัด อบจ. และหน่วยงานที่เกี่ยว ร่วมประชุมเพื่อวางมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภายหลังจังหวัดบึงกาฬ เป็นจังหวัดเดียวในภาคอีสาน ที่ยังไม่มีผู้ติดเชื้อโควิค-19 ซึ่งใช้เวลานานกว่า 4 ชั่วโมง จึงได้ข้อสรุป และมาตรการล็อกดาวน์ ปิดเมืองไม่รับคนนอกภูมิลำเนา

โดยที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.บึงกาฬ มีมติ ห้ามบุคคลใด เดินทาง เข้า-ออก ในเขตพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ เว้นแต่เพื่อประโยชน์ในการรักษาพยาบาล การทำให้ปลอดภัยจากเชื้อโรค การควบคุมป้องกันโรค การขนส่งสินค้าที่จำเป็น สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าทางการเกษตร ปศุสัตว์ อาหารสัตว์ แก๊สหุงต้ม น้ำมันเชื้อเพลิง การไปรษณีย์ อุปกรณ์เครื่องมือเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ เช่น ยานพาหนะเพื่อการขนส่งยา อุปกรณ์ วัสดุเวชภัณฑ์เคมีภัณฑ์ทางการแพทย์ ยานพาหนะเพื่อการฉุกเฉินทางการแพทย์ กู้ชีพ กู้ภัย ฉุกเฉิน รถพยาบาล ยานพาหนะเพื่อการขนส่งเงินของธนาคารสถาบันการเงินยานพาหนะเพื่อขนส่งวัสดุก่อสร้างเครื่องจักรก่อสร้างชิ้นส่วนประกอบซ่อมบำรุง ยานพาหนะเพื่อขนส่งพัสดุและสิ่งพิมพ์เป็นต้น

โดยปิดไม่ให้บุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่จังหวัดอื่นเดินทางเข้ามาในจังหวัดบึงกาฬ โดยเด็ดขาด / อนุญาติให้บุคคลที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดบึงกาฬ ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องเดินทางเข้า-ออก ต้องได้รับอนุญาตจากนายอำเภอท้องที่ หรือผู้ที่นายอำเภอมอบหมายในท้องที่ที่ด่านตรวจคัดกรองตั้งอยู่ โดยกรอกแบบฟอร์มที่จัดทำไว้ให้อย่างละเอียด และให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจจัดทำบัญชีควบคุมการเดินทางเข้า-ออก เป็นประจำทุกวันและให้นายอำเภอประจำท้องที่ที่จุดตรวจนั้นตั้งอยู่เก็บไว้เป็นหลักฐาน /ห้ามมิให้รถโดยสารสาธารณะทุกชนิดเดินทางเข้า-ออก ในเขตพื้นที่จังหวัด / และสั่งปิดโรงแรม รีสอร์ท สถานที่พักแบบรายวัน เป็นต้น

เนื่องจากเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างร้ายแรงแก่สาธารณชนหรือกระทบต่อประโยชน์สาธารณะจึงไม่อ่านให้คู่กรณีใช้สิทธิ์โต้แย้งตามมาตรา 30 วรรค 2 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และอาจมีความผิดตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2563 จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563

ด้าน พล.ต.ต.พลัฏฐ์ (พะ-ลัก) วิเศษ​สิงห์​ ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ​ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวในช่วงที่เดินทางออกตรวจเยี่ยมและให้กำลังแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด่านตรวจในพื้นที่ตำบลดงบัง อ.บึงโขงหลง จ.บึงกาฬ ว่า มาตรการหลักที่ตำรวจจะดำเนินการคือตรวจทุกคนที่จะเดินทางเข้ามาในจังหวัดบึงกาฬ จะต้องผ่านการตรวจสอบและคัดกรอง บุคคลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ตาม พรก.ฉุกเฉิน ก็สามารถเดินทางเข้า-ออกได้ ส่วนคนที่ไม่ได้รับการยกเว้นก็เข้ามาได้(แต่ต้องได้รับการควบคุม)ที่บ้าน หรือสถานที่ที่จังหวัดจัดเตรียมไว้ ส่วนการดำเนินการตาม พรก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ มีจุดตรวจหลักอยู่ 5 จุด และในอำเภออีก 3 จุด รวม 8 จุดตรวจ และทุกโรงพักมีจุดตรวจอีก 9 จุดตรวจ ซึ่งทุกพื้นที่ได้กวดขันจับกุมบุคคลที่ออกนอกเคหะสถาน ตั้งแต่ 22.00-04.00 ที่ผ่านมาจับกุมไปแล้ว 4 คดี ศาลได้ตัดสินลงโทษในคดีแรกไปแล้วโดยให้จำคุก 15 วันปรับ 10,000 บาทโทษจำคุกให้รอลงอาญา ต้องเรียนว่าผลการจับกุมมีน้อยก็เพราะประชาชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และอีกอย่างบึงกาฬเป็นจังหวัดที่ไกลไม่ใช้เป็นจังหวัดทางผ่าน สุดท้ายฝากเตือนไปยังประชาชนที่จะออกนอกบ้านทั้งในเวลานอกเคอร์ฟิวและในเคอร์ฟิว ถ้าไม่จำเป็นจริงๆไม่ควรออกจากบ้าน ในพื้นที่ทุกวันนี้ถึงเราจะยังไม่พบผู้ติดเชื้อก็ตาม แต่ผู้ที่สัญจรไปมาเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าใครติดเชื้อไม่ติดเชื้อ ทางที่ดีที่สุดอยู่ที่บ้านตัวเอง ไม่ต้องออกมานอกบ้าน การออกมานอกบ้านไม่รู้ว่าเราจะออกมาแพร่เชื้อ หรือเราออกมารับเชื้อ แต่ถ้าเราอยู่ที่บ้านมีความปลอดภัย และปฏิบัติตามคำแนะนำของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องถือว่าดีที่สุด อยู่บ้านช่วยชาติ ปลอดเชื้อ เถอะครับ.