กาฬสินธุ์-แฉขบวนการยาเสพติดโอนเงินผ่านแอพบัญชีคนรับโอนโดนอายัดอื้อ

18

 วันที่ 1 เมษายน 2563 ที่บ้านกุดตาใกล้ หมู่ 4 ต.สายนาวัง อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์  นายบำรุง คะโยธา อดีตแกนนำสมัชชาคนจน กล่าวว่า ในช่วงนี้ถึงแม้กระแสข่าวการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จะยังมีความรุนแรง ขณะที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังพยายามเข้มกวดกวดขันและกำหนดนโยบาย อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ แต่ที่ยังเป็นประเด็นร้อน และเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทยคือการแพร่ระบาดของยาบ้า ที่นับวันจะกระจายและแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งปัญหาที่ติดตามมาคืออาชญากรรม ขโมยโจรชุกชุม การหย่าร้าง และปัญหาอื่นๆอีกมากมาย

นายบำรุงกล่าวอีกว่า สำหรับปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากยาเสพติดที่พบเมื่อเร็วๆนี้คือ ชาวบ้านที่ให้บริการโอนเงินผ่านแอพพลิเคชั่นหรือออนไลน์ ที่เกือบถูกดำเนินคดีข้อหามีส่วนร่วมในขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติด้วย  ซึ่งกรณีดังกล่าวได้เกิดขึ้นกับคนในหมู่บ้าน ที่รับบริการโอนเงินออนไลน์ ก่อนที่บัญชีจะถูกอายัดและไม่สามารถดำเนินการได้ ต้องเสียเวลาไปให้ปากคำและชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

“กรณีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563 มีชาวบ้านรายหนึ่ง มาขอความช่วยเหลือจากตน โดยให้พาไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด เนื่องจากบัญชีที่เปิดไว้กับธนาคารแห่งหนึ่งถูกอายัด จากการสอบถามทางธนาคารทราบว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพนทอง เป็นผู้แจ้งอายัด โดยระบุว่าตนได้โอนเงินให้กับบุคคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด ทำให้ชาวบ้านเกิดความกลัว เป็นกังวลว่าตนจะมีความผิดด้วย จึงขอร้องให้ตนพาไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว” นายบำรุงกล่าว

นายบำรุงกล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อไปถึงสภ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด พบชาวบ้านประมาณ 100 คน ที่เดินทางมาจากหลายพื้นที่ ซึ่งมาพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรื่องเดียวกัน คือบัญชีเงินฝากธนาคารถูกอายัด และเจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่าโอนเงินให้กับบุคคลที่มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทั้งนี้ชาวบ้านที่ตนพาไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ให้การว่าได้ให้บริการโอนเงินผ่านแอพพลิเคชั่นให้กับชาวบ้านใน อ.นาคู จ.กาฬสินธุ์ มาได้ระยะหนึ่ง เนื่องจากมีเงินฝากในบัญชีธนาคาร ที่สามารถโอนผ่านแอพหรือพร้อมเพย์ ทั้งนี้ เพื่อหารายได้เสริม โดยคิดค่าบริการตั้งแต่ 10-100 บาท ตามจำนวนเงิน เช่น หากโอน 5,000 บาท ค่าบริการ 50 บาท หรือหากโอน 10,000 บาท ค่าบริการ 100 บาท ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเพื่อนบ้าน ที่ไม่ต้องเดินทางไปโอนเงินตามเคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือธนาคารในตัวอำเภอ ก่อนที่บัญชีจะถูกอายัด เนื่องจากมีชาวบ้านที่เป็นเครือข่ายยาเสพติดมาใช้บริการโอนเงินผ่านบัญชีดังกล่าว ทั้งนี้ อยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ จ.กาฬสินธุ์ เข้มงวดกวดขันในการกวาดล้างและล้างบางยาเสพติดอย่างจริงจังด้วย เนื่องจากแพร่ระบาดมาก

ด้านนางสาวชมพู (นามสมมุติ) กล่าวว่า สาเหตุที่บัญชีเงินฝากของตนถูกอายัด เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่า มีบุคคลหนึ่งที่ตนโอนเงินให้โดยผ่านบัญชีตนนั้น มีส่วนพัวพันกับยาเสพติด โดยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวและดำเนินคดี ทั้งนี้ จากการตรวจสอบเส้นทางเดินของเงินผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่พบว่าได้โอนผ่านบัญชีของตน จึงทำให้ตนเข้าข่ายมีส่วนร่วมในขบวนการค้ายาเสพติดด้วย

นางสาวชมพูกล่าวอีกว่า ตนเป็น 1 ในจำนวน 100  คนที่ไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพนทอง โดยยืนยันในความบริสุทธิ์ของตน ซึ่งในการให้บริการโอนเงินนั้น เพื่อหารายได้เสริมเข้าครัวเรือน โดยมีชาวบ้านในพื้นที่มาใช้บริการ ทั้งชำระค่าสินค้า ค่าน้ำ ค่าไฟ ส่งเงินให้ลูก  สำหรับตนไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใดๆกับผู้ต้องหาหรือบุคคลที่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด โดยหลังจากไปแสดงตัวและชี้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพนทองแล้ว เจ้าหน้าที่ก็เข้าใจ ซึ่งจะได้แจ้งถอนอายัดให้ พร้อมให้คำแนะนำว่า ต่อไปนี้หากจะให้บริการโอนเงินกับใคร ให้ผู้มาขอใช้บริการแสดงบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมบันทึกภาพและลงรายละเอียดด้วยว่าโอนให้ใคร หากมีการตรวจสอบภายหลัง ก็จะสามารถได้ติดตามเส้นทางเงินได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในกรณีดังกล่าว ทราบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ขบวนการค้ายาเสพติด ได้ให้นอมินีเปิดบัญชีรอรับเงิน ที่เครือข่ายยาบ้าโอนให้ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนวิธีซื้อขายยาบ้า จากยื่นหมูยื่นแมวที่อาจจะถูกเจ้าหน้าที่ล่อซื้อและตรวจจับได้ง่าย จากนั้นพอโอนเงินสำเร็จ ก็จะโทรนัดหมายกันส่งยาบ้า  เพื่อเป็นการหลบหลีกการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ จึงอยากจะให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ สำหรับผู้ที่รับบริการโอนเงินด้วย จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ายาเสพติด หรือเกือบตกเป็นผู้ต้องหาเหมือนที่ตนประสบในครั้งนี้ 

ภาพ/ข่าว ยุทธนา เกียรติดำเนินงาม จ.กาฬสินธุ์