กาฬสินธุ์-ปล่อยตัวผู้ต้องหายากจนชุดแรก 40 ราย

21

ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ปล่อยตัวผู้ต้องหาฐานะยากจนชุดแรก 40 ราย ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงและกำกับดูแลในชั้นปล่อยตัวชั่วคราวของศาลยุติธรรม หลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับฝ่ายปกครอง ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กำกับดูแลความประพฤติผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นลูกบ้านของตนเอง

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2563 ที่ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ นางอารีย์ โรจน์วัฒนบูลย์  ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยนายพีระพงษ์ เที่ยงตรง ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการประจำศาล จ.กาฬสินธุ์ และนายพูนศักดิ์ นามเพ็ง เจ้าพนักงานศาลยุติธรรมชำนาญการพิเศษ เปิดเผยความคืบหน้าผลการดำเนินโครงการพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงและกำกับดูแลในชั้นปล่อยตัวชั่วคราวของศาลยุติธรรม หลังลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เพื่อการประสานงานระหว่างศาลยุติธรรมกับฝ่ายปกครอง และนายอำเภอทั้ง 18 อำเภอใน จ.กาฬสินธุ์ ที่หอประชุมศูนย์ราชการ จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่  24 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา

นางอารีย์ โรจน์วัฒนบูลย์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากศาลยุติธรรม มีโครงการปฏิรูประบบการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีอาญา จากปกติที่จะใช้เงินหรือหลักทรัพย์มาวางประกัน  ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนมีฐานะ จึงปรับเปลี่ยนเปลี่ยนเป็นการปล่อยตัวชั่วคราว ที่ไม่ต้องใช้เงินหรือหลักทรัพย์เป็นประกัน แต่ให้อ้างอิงข้อมูลและการประเมินความเสี่ยงตามหลักวิชาการแทน  โดยกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งผู้ต้องหาหรือจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ จะทราบพฤติกรรมของผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นอย่างดี ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ติดตามผลเป็นระยะ ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลย ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ต้องเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และมีฐานะยากจน ซึ่งหลังจากทำพิธีลงนามแล้ว ศาล จ.กาฬสินธุ์  ได้นำเจ้าหน้าที่ประจำศาล ที่มีส่วนรับผิดชอบโครงการดังกล่าว ลงพื้นที่เพื่อชี้แจง ทำความเข้าใจขั้นตอน แนวทางปฏิบัติกับกลุ่มเป้าหมายในเชิงรุกตามอำเภอต่างๆ  ปัจจุบันผู้ต้องหาหรือจำเลยสมัครใจเข้าร่วมโครงการในระยะแรก 40 ราย

ด้านนายชัยธวัช เนียมศิริ ผวจ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า โครงการพัฒนาระบบประเมินความเสี่ยงและกำกับดูแลในชั้นปล่อยตัวชั่วคราวของศาลยุติธรรม เพื่อการประสานงานระหว่างศาลยุติธรรมกับฝ่ายปกครองดังกล่าว ได้รับการตอบรับดีมาก เพราะนอกจากจะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ตามนโยบายของรัฐบาล และตามโครงการกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแล้ว ยังช่วยลดความแออัดของจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ ที่มีเป็นจำนวนมากกว่า 3,000 คนอีกด้วย เป็นการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดภาวะเครียด กดดัน ที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลดีอีกประการคือ ผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เข้าร่วมโครงการ  ซึ่งฐานะยากจน ยังสามารถทำมาหากิน หาเลี้ยงครอบครัว และดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างปกติ ซึ่งจะทำให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยได้คิดใคร่ครวญ ทบทวนตนเอง  เพื่อที่จะไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก ถือว่าโครงการนี้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้เป็นอย่างดี และสร้างโอกาสดีๆให้ผู้หลงผิดหรือบางกรณีอาจจะเกิดความผิดพลาดไปได้เริ่มต้นชีวิตใหม่  และสังคมก็พร้อมที่จะให้อภัย

ภาพ/ข้าว ยุทธนา เกียรติดำเนินงาม จ.กาฬสินธุ์