ลพบุรี-อุบัติเหตุชายวัย61ปีขับรถยนต์กระบะวูบจนทำให้รถเสียหลักพุ่งตกถนนชนอัดติดกับเสาไฟฟ้าแรงสูง

35

ลพบุรีอุบัติเหตุชายวัย61ปีขับรถยนต์กระบะพาพระภิกษุเดินทางจากตัวเมืองลพบุรีมุ่งหน้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยาระหว่างทางเกิดอาการวูบจนทำให้รถเสียหลักพุ่งตกถนนชนอัดติดกับเสาไฟฟ้าแรงสูงข้างทางจนเสาไฟแตกหักเสียหายส่วนคนขับและพระภิกษุได้รับบาดเจ็บ2ราย

วันที่3มีนาคม 2563ร้อยตำรวจโทหญิง อรวรรณ แสงทอง รองสารวัตรสอบสวนสภ.เมืองลพบุรีได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์กระบะพุ่งชนเสาไฟฟ้าแรงสูงข้างทางจนได้รับความเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บในที่เกิดเหตุจำนวน2รายบนถนนสายโคกกระฐิน-บัานน้อย หมู่ที่2ต.โคกลำพาน อ.เมือง จ.ลพบุรี หลังรับแจ้งจึงได้เดินทางไปตรวจสอบในที่เกิดเหตุพบทางเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูจังหวัดลพบุรีเร่งให้การช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บในจุเกิดเหตุและช่วยกันลำเรียงร่างผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน2รายส่งโรงพยาบาลพระนารายเพื่อให้แพทย์ทำการรักษา ทราบชื่อคือนายมัด ประทุมพงษ์ อายุ 61 ปีคนขับได้รับบาดเจ็บมีอาการแน่นจุกหน้าอกและปวดขาซ้ายจากแรงกระแทก มีอาการมึนงงถามตอบไม่รู้เรื่อง ส่วนอีกรายคือพระ ยุทธนา พาณิชย์กุล อายุ 55ปี นั่งโดยสารเบาะซ้ายได้รับบาดเจ็บมีแผลแตกบริเวณศรีษะและแผลแตกที่ลิ้นมีเลือดไหลออกมาจากปาก และอยู่ในอาการมึนงงเช่นกัน

จาการตรวจสอบในที่เกิดเหตุเป็นถนน2เลนท์รถวิ่งสวนทาง พบรถยนต์กระบะตอนเดียวยี่ห้อ นิสัน สีแดงหมายเลขทะเบียน บต-5609 ลพบุรี ได้เสียหลักตกไหล่ถนนพุ่งชนอัดติดคาอยู่กับเสาไฟฟ้าแรงสูงข้างทางจนช่วงหน้ารถและห้องเครื่องได้รับความเสียหายกระจกหน้าแตก กันโซนหน้ารถและสิ่งของภายในรถกระเด็นกระจัดกระจายจากแรงกระแทกของรถ จากการสอบถามพระยุทธนาเล่าว่าตนและนายมัดซึ่งเป็นคนขับรถกำลังพากันเดินทางไปที่วัดกระโจมทอง ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พอมาถึงที่เกิดเหตุนายมัดซึ่งเป็นคนขับได้เกิดอาการวูบจนทำให้รถเสียหลักพุ่งตกถนนไปพุ่งชนกับเสาไฟฟ้าข้างทางจนได้รับบาดเจ็บดังกล่าวส่วนสาเหตุคาดว่าโรคประจำตัวของนายมัดน่าจะกำเริบจนทำให้เกิดอาการวูบควบคุมรถไม่ได้จนทำให้เกิดอุบัติเหตุดังกล่าว

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าลพบุรีมาตรวจสอบความเสียหายของเสาไฟฟ้าและได้บันทึกภาพในที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐานและได้ประสานรถยกมาทำการลากจูงรถไปเก็บรักษาไว้ที่สภ.เมืองลพบุรีก่อนที่จะเดินทางไปดูผู้ได้รับบาดเจ็บและทำการสอบปากคำเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป

ผู้สื่อข่าว อนันต์ อ่ำทอง