ศรีสะเกษ-ส่งเสริมเล่นว่าวแก้หนาว

33

ดึงภูมิปัญญาพื้นบ้านแต่โบราณ ส่งเสริมให้ประชาชน สอนลูกหลานมาเล่นว่าวในช่วงหน้าหนาว ได้ออกกำลังกายในการวิ่งว่าว และยังเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวิ่งว่าวของชาวตำบลหนองใหญ่ อำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ

วันที่ 8 ธันวาคม 2562 ที่ทุ่งนาแปลงนาอินทรีย์ ของชาวตำบลหนองใหญ่ อำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้มีบรรดาพ่อแม่ ผู้ปกครอง นำบุตรหลานมาสอนวิธีการเล่นว่าวในช่วงเก็บเกี่ยวออกจากแปลงเสร็จ จะมีพื้นที่ในการวิ่งว่าวมาตั้งแต่สมัยโบราณ ประกอบกับในช่วงนี้มีอากาสที่หนาวเย็นลงมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นภูมิปัญญาตั้งแต่สมัยโบราณ ได้ส่งต่อมายังลูกหลานก็คือ การมาออกกำลังกายกันตามทุ่งนา ที่ไม่ต้องไปเข้าฟิตเน็ตให้เสียเงิน หรือไม่ต้องไปซื้อหาลู่วิ่งมาไว้ที่บ้าน แต่ได้นำวิธีการวิ่งว่าวมาใช้ในวิถีชีวิต เพื่อสอนให้ลูกหลานทำว่าวขนาดเล็กๆ ไปจนขนาดใหญ่ นำมาวิ่งในช่วงนี้ เพราะนอกจากจะมีโอกาสที่หนาวเย็นแล้ว ยังมีลมพัดแรงมา จึงเหมาะแก่การส่งต่อภูมิปัญญาวิ่งว่าวให้ลูกหลาน โดยองค์การบริหารส่วนตำบลหนองใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ได้ชวนชาวบ้านมาสอนลูกหลานให้วิ่งว่าวกันในช่วงวันหยุดนี้  

พร้อมกันนี้ นายเอกอมร มะโนรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลหนองใหญ่ อำเภอเมืองจันทร์ จังหวัดศรีสะเกษ ยังได้ส่งต่อภูมิปัญญาการทำนาแบบดั้งเดิม โดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี จะใช้แต่ปุ๋ยคอก กับการทำนาแบบดั้งเดิมสมัยปู่ย่าตายายพาทำมา จึงได้เชิญชวนให้ชาวบ้านที่ทำนาเสร็จแล้ว นำข้าวจากแปลงนาของตนเอง มาสีคนละ 1 กิโลกรัม นำมาประกวดกันว่า ข้าวสารจากแปลงของใครที่ทำแบบดั้งเดิม นาข้าวอินทรีย์ แล้วได้ข้าวจำนวนมาก ได้ข้าวเมล็ดสวย มีกลิ่มหอมดั่งข้าวหอมมะลิ ซึ่งหากเกษตรกรายได้ ที่จะได้ข้าวเมล็ดสวย จะต้องมั่นไปตรวจดูต้นข้าว ดูแปลงนาของตนเองอยู่อย่างสม่ำเสมอ มั่นกำจัดศัตรูพืช แมลงต่างๆ ด้วยมือ หรือสารจากพืชธรรมชาติ เช่นสารมะเดา ที่มีกลิ่นฉุนแมลง เพลี้ยจะหนีไกลต้นข้าว ข้าวก็จะออกรวงมาสวย เมล็ดเต็มทุกรวง ซึ่งหากทำได้เช่นนี้ กลุ่มเกษตรอินทรีย์ก็จะรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 20 บาทในปีนี้ ขณะที่ตลาดโรงสีรับซื้อข้าวทั่วๆ ไปในราคารกิโลกรัมละ 13.-บาท ชาวตำบลหนองใหญ่จึงมีข้าวอินทรีย์ทานกัน สุขภาพแข็งแข็ง พร้อมกับส่งเสริมการออกกำลังกายแบบไร้ต้นทุน คือ วิ่งว่าว นั้นเอง

///////////////////

นายพงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์ / ศรีสะเกษ