ศรีสะเกษ-27 ปีที่รอคอยแก้ปัญหาเขื่อนหัวนา

139

กลุ่มสมัชชาคนจน เกษตรกรในจังหวัดศรีสะเกษ กับ 27 ปีของการรอคอยในการแก้ไขปัญหา นับตั้งมีการสร้างเขื่อนหัวนา ทำให้พื้นที่นาถูกน้ำท่วม และพื้นที่เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพ วันนี้มติอนุมิติให้จ่ายค่าชดเชย ไร่ละ 125,000.-บาท

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ตามที่ได้มีการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการฝายหัวนา ครั้งที่ 1/2562 ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 โดย รองนายกรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานกรรมการ ได้มอบหมายให้ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานแทนในการประชุม ทั้งนี้คณะกรรมการฝ่ายภาคประชาชนทั้ง 8 ท่านได้เข้าร่วมประชุมครบทุกคน โดย ที่ประชุมคณะกรรมการมีมติร่วมกัน คือ 1.ที่ประชุมเห็นชอบราคาที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ราคาไร่ละ 125,000 บาท ตามที่คณะอนุกรรมการระดับจังหวัดศรีสะเกษนำเสนอ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2556 คณะกรรมการฯได้มีมติเห็นชอบราคาที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ไร่ละ 45,000 บาทไว้แล้ว, 2.ที่ประชุมเห็นชอบกรอบแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาตามบันทึกข้อตกลงร่วมระหว่างรัฐบาล โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสมัชชาคนจน เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2562 กรอบแนวทางดำเนินการแก้ไขปัญหา ดังนี้คือ 2.1 เดือนตุลาคม เร่งรัดแต่งแต่งตั้งประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการฝายหัวนาและกำหนดประชุมภายในเดือนตุลาคม นายกรัฐมนตรีมอบหมายรองนายก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562, และ2.2 เดือนพฤศจิกายน 2562 ดำเนินการพิจารณาการตรวจสอบและติดประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์มีกำหนด 30 วัน, 2.3 เดือนธันวาคม 2562 คณะอนุกรรมการฯ และคณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการฝายหัวนาพิจารณา คณะอนุกรรมการและคณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการฝายหัวนา พิจารณารับรองผล และพิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบภายในเดือนธันวาคม 2562, 2.4 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับเรื่องเพื่อนำไปสู่การพิจารณาทบทวนแก้ไขคณะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รับเรื่องเพื่อนำไปสู่การพิจารณาทบทวนแก้ไขคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 ให้ครอบคลุมพื้นที่ได้รับผลกระทบจริง, โดยทั้งนี้ให้มีการเลื่อนกรอบระยะเวลาออกไปตามการประชุมคณะกรรมการที่ล่าช้า มาประมาณ 1 เดือน จากเดือนตุลาคมมาเป็นเดือนพฤศจิกายน 2562 นอกนั้น มติข้อที่ 3.ที่ประชุมเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการฝายหัวนาจังหวัดศรีสะเกษ ตามที่คณะกรรมการนำเสนอจำนวน 27 คน โดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ 1) ตรวจสอบข้อเท็จจริงรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์พิจารณาการแก้ไขปัญหา 2) แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อมอบหมายให้ดำเนินการตรวจสอบการครอบครองและทำประโยชน์ของราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการฝายหัวนา 3) รายงานผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการฝายหัวนาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป 4) ปฏิบัติงานอื่นที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการนี้ 4.ที่ประชุมเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสืบเสาะราคาที่ดินและทรัพย์สินโครงการฝายหัวนาจังหวัดศรีสะเกษมีองค์ประกอบจำนวน 18 คน โดยมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ 1) เรียกเอกสารหรือบุคคลใดซึ่งเป็นเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานหรือผู้เชี่ยวชาญมาชี้แจงว่าให้ข้อเท็จจริงแก่คณะอนุกรรมการ2) พิจารณา เสนอแนะและรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาโครงการฝายหัวนาเพื่อพิจารณา และ5. ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีการก่อสร้างทำให้พื้นที่ถูกน้ำท่วมหรือพื้นที่ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพ โดยให้สามารถใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศปี 2531 ในการแปลภาพถ่ายและใช้ รว 43 ก. ฉบับเดิมประกอบการพิจารณา ในการจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ได้รับผลกระทบ

ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดศรีสะเกษ ได้ลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนหัวนา พบเกษตรกรตัวจริงที่เดือนร้อน สอบถามรายละเอียด โดย ชาวบ้านบ้านโนนสัง ตำบลโนนสัง อำเภอกันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมนา เปิดเผยว่า พื้นที่ของตนและชาวบ้านในตำบลโนนสังได้รับผลกระทบคือน้ำท่วมไร่นา จนทำให้พืชผลเสียหาย เก็บเกี่ยวไม่ได้ เพราะโดยน้ำท่วมหมด ทั้งนี้ พวกตนก็ดีใจที่รัฐบาลได้ช่วยจ่ายค่าชดเชย เพราะพวกตนจะได้นำเงินไปซื้อที่ทำกินที่อื่นไว้ให้ลูกหลานได้มีที่ทำกินต่อไป และมั่นใจว่ารัฐบาลจะจ่ายค่าชดเชยได้ครบทุกราย

นายกฤษกร ศิลารักษ์ หรือ ป้าย แกนนำสมัชชาคนจน เปิดเผยว่าอีกว่า ราคาค่าชดเชยที่ทางคณะกรรมการฯ เคาะเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา ไร่ละ 125,000 บาท เป็นสิ่งที่ชาวบ้านดีใจมาก และขอบคุณรัฐบาลที่เห็นความเดือดร้อนของชาวบ้าน สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนหัวนาแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกได้ดำเนินการตรวจไปแล้วจำนวน 916 แปลง สมบูรณ์แล้ว 538 แปลง แยกเป็นพื้นที่ที่มีโฉนด 340 ไร่ และพื้นที่ยังไม่มีโฉนด 590 ไร่ อันนี้เป็นข้อมูลชุดแรกที่ผ่านการตรวจสอบ ส่วนชุดที่ 2 ประมาณ 1,500 แปลง ซึ่งมีพื้นที่ร่วม 700 ไร่ ซึ่งอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ และมีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอยู่ราว 2,000 คน ซึ่งตามกรอบข้อตกลงที่ประชุมได้ให้ไว้เมื่อปี 2561 ก็คือ ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในส่วนที่อยู่ในขอบเขต  +114 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งจะดำเนินการจ่ายค่าชดเชย ซึ่งตอนนี้ข้อมูลได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว จำนวน 538 แปลง ในส่วนที่สามารถดำเนินการจ่ายค่าชดเชย จะเป็นส่วนที่ดินที่มีโฉนด จำนวน 78 แปลง เนื้อที่ 340 ไร่ ซึ่งสามารถดำเนินการจ่ายค่าชดเลยได้เลย และจากการประชุม เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มั่นใจว่าการแก้ไขปัญหาของทางรัฐบาลชุดนี้ ก็น่าจะทำให้ชาวบ้านได้รับการแก้ไขอย่างทั่วถึงและครอบคลุมทุกคน

////////////////////////