สมุทรปราการ-ตำรวจท่องเที่ยวแถลงผลการระดมกวาดล้างอาชญากรรม

62


เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ที่ โรงแรม ดิวาลักซ์ รีสอร์ต แอนด์สปา . อำเภอบางเสาธง จ.สมุทรปราการ พล.ต.ท.เชษฐา โกมลวรรธนะ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ได้แถลงข่าวการจับกุมผู้ก่อเหตุจำนวน 6 คดี

พล.ต.ท.เชษฐา กล่าวว่า สืบเนื่องจากในวันที่ 2-4 พฤศจิกายน 2562 มีการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง ณ ประเทศไทย ในห้วงระยะเวลาดังกล่าว จะมีผู้นำประเทศสมาชิก คณะผู้ติดตาม รวมถึงสื่อมวลชน จากต่างประเทศ เดินทางเข้ามาในประเทศไทย จำนวนมาก ประกอบกับเป็นระยะเวลาเริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นสำหรับการท่องเที่ยวช่วงปลายปี เพื่อเป็นการป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยว ส่งเสริมให้การท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย และสร้างภาพลักษณ์การเป็นเจ้าบ้านที่ดี รวมถึงการสืบสวนปราบปรามจับกุมเหล่ามิจฉาชีพที่แฝงตัวมาในคราบ นักท่องเที่ยว เข้ามาก่อเหตุในประเทศไทย จึงได้สั่งการให้มีการระดมกวาดล้างอาชญากรรม ที่ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวขึ้น ตั้งแต่วันที่ 24 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ผลการระดมกวาดล้าง สามารถจับกุมได้ จำนวน 723 คดี ผู้ต้องหาจำนวน 766 คน โดยสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุคดีใหญ่ จำนวน 6 คดีประกอบด้วย

1.จับกุมชาวต่างชาติลักลอบเปิดเว็บพนันออนไลน์ สืบเนื่องจาก เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 ทราบว่า มีชาวต่างชาติรวมตัวกันมั่วสุมในห้องพัก จึงได้ขออนุมัติหมายค้นต่อศาลเข้าทำการตรวจค้นห้องพักภายในคอนโดแห่งหนึ่ง ย่านเอกมัยและทองหล่อ รวม 4 ห้อง พบกลุ่มชาวเกาหลีใต้ ลักลอบเปิดเว็บไซต์การพนันชื่อ Royal Club ซึ่งให้บริการลูกค้าในประเทศเกาหลีใต้ ในการพนันทายผลกีฬา ไพ่บาคาร่า และเกมส์ต่างๆ สามารถจับกุมผู้ต้องหาสัญชาติเกาหลีใต้ ได้จำนวน 13 ราย ในฐานความผิด “ร่วมกันลักลอบเล่นการพนันทายผลกีฬาต่างประเทศ (การพนันออนไลน์) พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต”

โดยพฤติการณ์การก่อเหตุของผู้ต้องหามีลักษณะทำเป็นขบวนการ มีหัวหน้าทำหน้าที่สั่งการอยู่ที่ประเทศเกาหลีใต้ และให้ผู้ต้องหาทั้ง 13 ราย ทำหน้าที่พนักงานดูแลลูกค้าที่ใช้บริการเว็ปไซต์ โดยการเข้าเล่นเว็ปไซต์จะต้องทำการเชื่อมต่อผ่านโปรแกรม VPN ก่อนจึงจะสามารถเข้าเว็ปไซต์ได้ ซึ่งได้ทำมาเป็นระยะเวลา 2-3 เดือน มีเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 30 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการประสานข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศเกาหลีใต้เพื่อสืบสวนขยายผลต่อไป

2. “จับกุมชายไทยหลอกโอนเงินเช่าบ้านพักพูลวิลล่า” ผู้ก่อเหตุในคดีนี้คือ นายอภิสิทธิ์ ยงกุล หรือ พรภวิษย์ แซ่โล้ว หรือ เบส อายุ 27 ปี มีพฤติการณ์หาบ้านพักพูลวิลล่าที่เจ้าของลงประกาศให้เช่าตามเว็ปไซต์ต่างๆ โดยจะติดต่อขอเป็นนายหน้าปล่อยเช่าบ้านพักให้กับเจ้าของบ้าน โดยคิดค่าตอบแทนเป็นส่วนแบ่ง 15 % จากค่าเช่าที่พัก แล้วจะนำบ้านพักดังกล่าวลงประกาศให้เช่าในเว็ปไซต์จองที่พักชื่อดัง เมื่อผู้เสียหายติดต่อสอบถามบ้านพักมา ก็จะเสนอบ้านพักหลังอื่นให้ โดยจะเสนอในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งบ้านพักดังกล่าวได้แอบอ้างขึ้น จากการที่ได้ไปถ่ายภาพ หรือเคยเข้าพักบ้านพักหลังดังกล่าว แล้วนำมาหลอกเสนอให้เช่าแก่ผู้เสียหาย

แต่ในกรณีที่ผู้เสียหายไม่สนใจ ก็จะให้เช่าบ้านตามที่ลูกค้าได้จองไว้ และเมื่อโอนค่าเช่าบ้านพักแล้ว ผู้เสียหายจะต้องทำการโอนเงินค่ามัดจำเพื่อประกันความเสียหายให้แก่ตนผ่านบัญชีส่วนตัวอีกทางหนึ่ง เมื่อถึงเวลาส่งมอบบ้านพักคืนก็จะใช้ข้ออ้างต่างๆเกี่ยวกับการฝ่าฝืนระเบียบการเข้าพัก เพื่อริบเงินมัดจำของลูกค้า อาทิ การสูบและทิ้งก้นบุหรี่ สระน้ำสกปรก หรือ ชุดเครื่องนอนสกปรก เป็นต้น และไม่คืนเงินมัดจำส่วนนี้ให้แก่ลูกค้า รวมมูลความเสียหายเป็นเงินประมาณ 300,000 บาท ผู้เสียหายมากกว่า 30 ราย การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ในความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯ ในความผิดฐาน “โดยทุจริต หรือหลอกลวง และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินคดีที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)

จากการตรวจสอบประวัติพบว่าผู้ก่อเหตุ เป็นบุคคลตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ 44/2562 ความผิดฐาน “ร่วมกันลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม” หมายจับศาลจังหวัดนนทบุรี ที่ 86/2562 ความผิดฐาน “ชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้อื่น หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใด ให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย”และหมายจับศาลจังหวัดตลิ่งชัน ที่ จ.193/2562 ความผิดฐาน “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน”

3. “จับกุมชาวเยอรมันลักทรัพย์” สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่งานสืบสวนตำรวจท่องเที่ยว กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 ได้รับแจ้งจาก MR.HONG SEONGGU (สัญชาติเกาหลี)ผู้เสียหาย ว่ากระเป๋าเงินหาย บริเวณห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลมารีน่า ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่งานสืบสวนฯ จึงได้สืบสวนติดตามข้อมูลจนพบว่า MR.TOGNETTO GINO (สัญชาติเยอรมัน) ได้เก็บกระเป๋าเงินและลักเอาเงินภายในกระเป๋าของผู้เสียหายไปจำนวน 700,000 วอน(17,500 บาท) เจ้าหน้าที่งานสืบสวนฯ จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมกับพาผู้เสียหายไปแจ้งความดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ต่อมาวันที่ 28 ตุลาคม 2562 เวลา 12.00 น. เจ้าหน้าที่งานสืบสวนฯ ได้นำหมายเรียกผู้ต้องหาไปเชิญตัว MR.TOGNETTO GINO มารับทราบข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจภูธรเมืองพัทยา ในความผิดฐาน“ลักทรัพย์” และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 4. “จับกุมชาวต่างชาติลักลอบเปิดบริษัททัวร์” เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจท่องเที่ยว 2 กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 สืบทราบว่าได้มีชาวต่างชาติลักลอบเปิดบริษัททัวร์โดยไม่ได้รับอนุญาตในเขตพื้นที่รับผิดชอบ จึงได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2562 เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจท่องเที่ยว 2 กองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 ได้เข้าไปตรวจสอบ บ.พริวิเลจ คาร์โก้ แอนด์ เทรดดิ้ง จำกัด ตั้งอยู่ที่ 19/31 ซอยสุขุมวิท 13)แสงจันทร์ คลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร พบว่าภายในบริษัทฯ มีใบรายการนำเที่ยวนักท่องเที่ยวไปยังสถานที่ต่างๆข้อมูลการจองห้องพัก ข้อมูลการจองรถ จึงได้ทำการจับกุม น.ส.ศดานันท์ เสี่ยงบุญ กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทในข้อหา “ประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” และปรากฏว่าพบชายชาวต่างชาติ MR.MD JANNATUL FERDOUSH นั่งทำงานอยู่ภายในบริษัทฯด้วย เจ้าหน้าที่จึงขอให้แสดงหนังสือเดินทาง แต่ไม่สามารถนำหนังสือเดินทางมาแสดงแก่เจ้าหน้าที่ได้อีกทั้งในข้อมูลนิติบุคคลของบริษัท ยังปรากฏชื่อ MR.MD JANNATUL FERDOUSH สัญชาติบังกลาเทศ เป็นกรรมการคนหนึ่งในบริษัท เจ้าหน้าที่จึงขอให้แสดงใบอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว ปรากฏว่าไม่สามารถนำมาแสดงแก่เจ้าหน้าที่ได้ จึงได้ทำการจับกุมในข้อหา “เป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้ามาและอยู่ภายในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตและทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต” นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี ดำเนินคดีต่อไป

  1. “จับกุมลักลอบจำหน่ายกัญชาให้นักท่องเที่ยวในพื้นที่ป่าตอง” เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนกองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 สืบสวนทราบว่ามีนายชาย กาตาวาล มีพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชาแห้งอัดแท่ง) ให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่เข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่หาดป่าตอง โดยนายชายฯ จะแบ่งขายกัญชาแห้งในราคาขีดละ 2,500 บาท เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้จัดกำลังลงพื้นที่ทำการสืบสวนเพิ่มเติม เมื่อชุดจับกุมมาถึงบริเวณซอยดับเพลิง(ซอยราชปาทานุสรณ์ ตำบลป่าตอง อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต) ได้พบเห็นชายลักษณะใกล้เคียงกับที่สายลับแจ้ง จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเรียกให้หยุดรถจักรยานยนต์ แต่ชายคนดังกล่าวได้แสดงพิรุธด้วยการโยนวัตถุต้องสงสัยทิ้งจากตัวไม่เกิน 2 เมตร เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้ควบคุมตัวและตรวจสอบวัตถุที่โยนไปนั้น คือ กัญชาแห้งอัดแท่งน้ำหนักรวมประมาณ 0.5 กก. จึงได้จับกุมนายชาย กาตาวาล แจ้งข้อหาให้ทราบว่า “มียาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย พร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรป่าตอง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
    6. “จับกุมชาวอิตตาลี่ Overstay 2,531 วัน” โดย เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนกองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจท่องเที่ยว 3 สืบสวนทราบว่า นายเฟอร์แฮ็ท ฟลิสซี่ สัญชาติอิตตาลี่ เดินทางเข้าประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 2554 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ถูกดำเนินคดีฐานยักยอกทรัพย์บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่ตนทำงานอยู่ มูลค่าความเสียหาย 2,000,000 บาท และระหว่างพิจารณาคดีได้หลบหนีกระบวนพิจารณาไม่ไปศาล และไม่ต่อวีซ่า
    ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมสืบทราบว่านายเฟอร์แฮ็ท ฟลิสซี่ ได้หลบหนีอยู่บริเวณริมถนน เขาพระ ตำบลบ่อผุด อ.เกาะสมุย จว.สุราษฎร์ธานี จึงได้ไปตรวจสอบและเมื่อขอตรวจสอบเอกสารสำคัญประจำตัวปรากฏว่านายเฟอร์แฮ็ท ฟลิสซี่ ได้นำแสดงหนังสือเดินทางและเอกสารการเดินทางเข้าออกประเทศไทย ซึ่งเมื่อตรวจสอบโดยละเอียดแล้วปรากฏว่านายเฟอร์แฮ็ท ฟลิสซี่ ได้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลาเกินกว่าที่ได้รับอนุญาตแล้วเป็นเวลาถึง 2,531 วัน จึงได้จับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรบ่อผุด เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

////////////// ธีระพล คุ้มสุข / สมุทรปราการ