วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.บึงกาฬ และนางกุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ พร้อมด้วยเกษตรจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด พาณิชย์จังหวัด และประชาสัมพันธ์จังหวัด ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสวนสับปะรดของนางอุรา อินมียืน อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 149 ม.2 บ.ห้วยเซือม ต.ชัยพร อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ เกษตรกรตัวอย่างที่ปรับตัวหาอาชีพเสริม หลังประสบกับปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยการปลูกสับปะรดแซมในสวนยางพาราใช้พื้นที่ว่างเปล่าภายในสวนยางให้เกิดประโยชน์ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้พี่น้องเกษตรกรลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ และลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตร มุ่งเพิ่มผลผลิตสอดคล้องความต้องการตลาด นับว่าเป็นเกษตรกรตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องพึ่งพาราคายางพาราอยู่อย่างเดียว ซึ่งล่าสุดจากข้อมูลของเกษตรจังหวัด มีเกษตรกรชาวสวนยางที่หันมาปลูกสับปะรดกว่า 72 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่กว่า 347 ไร่ ให้ผลผลิตรวมทั้งปี 1,388,000 กก./ปี คิดเป็นเงินมูลค่า 20,820,000 บาท/ปี โดยขายในราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 15 บาท

นางอุรา อินมียืน เกษตรกรชาวสวนยางพาราที่หันมาปลูกสับปะรด กล่าวว่า การปลูกสับปะรดไม่ยุ่งยากเนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ยิ่งช่วงนี้หน้าฝนไม่ต้องรดน้ำก็ได้ และในช่วง 3 ปีมานี้ราคาสับปะรดดีต่อเนื่องมาโดยตลอด ได้รับความสนใจจากพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางเป็นอย่างมาก การปลูกสับปะรดในสวนยางพารา ถือเป็นการใช้พื้นที่ว่างให้เกิดประโยชน์ ที่ผ่านมาปลูกยางกว่า 20 ไร่ในช่วงที่ยางเป็นราคาก็พอได้เงินอยู่บ้าง แต่ช่วงนี้ยางไม่เป็นราคาก็ตัดต้นยางทิ้ง หันมาปลูกสับปะรด ยางพาราปีหนึ่งเฉลี่ยรายได้ไร่ละ 2 หมื่น แต่หันมาปลูกสับปะรดรายได้เฉลี่ยไร่ละ 5 หมื่นเป็นอย่างต่ำ ซึ่งมีรายได้ก็ดีกว่ายางพารา ยิ่งในช่วงนี้ตลาดมีความต้องการมากที่ปลูกอยู่ก็ไม่พอขาย เพราะสับปะรดชัยพรคนชอบมาก ก็อยากจะเชิญชวนเกษตรกรที่คิดว่าอยากจะมีรายได้เสริมนอกจากขายยางพารา สับปะรดเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่มีราคาดี ได้เงินมากกว่ายางพาราแน่นอน ตนเองปลูกมานานหลายปีจนสามารถส่งเสียลูกเรียนจนจบปริญญาตรี จนแล้วยังมาช่วยพ่อแม่ปลูกสับปะรดอีก  การปลูกสับปะรดสามารถปลูกได้ทั้งปีและก็มีรายได้ทั้งปีปัจจุบันมีสวนสับปะรดอยู่กว่า 100 ไร่

ยิ่งในช่วงนี้ราคาสับปะรดดีมาก ทั้งผลรวมไปถึงหน่อของสับปะรด ขายให้กับพ่อค้า-แม่ค้าที่นำไปจำหน่ายต่อราคาก็จะไม่ต่ำกว่า 10 บาท/กก. ขายเข้าห้างราคาก็สูง เกษตรกรก็สามารถอยู่ได้อย่างสบาย และนอกจากจะขายส่งแล้ว ยังขายให้กับพ่อค้า-แม่ค้าที่ตั้งเพลิงขายข้างถนนตามถนนบึงกาฬ – นครพนม นำไปขายให้กับผู้คนที่สัญจรไปมาพร้อมปลอกให้รับประทานทันทีในราคา 20 บาท/กก. สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกสับปะรดได้เป็นอย่างดี

การปลูกสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวียใช้เวลาปลูก 12-13 เดือน ก็สามารถให้ผลผลิตอย่างต่อเนื่อง หากบำรุงรักษาดีก็จะสามารถให้ผลผลิตได้ถึง 2-3 ปีเป็นอย่างน้อย ส่วนมากการปลูกเพื่อขายผลสด จะปลูกลักษณะแถวคู่ คือ ระยะการปลูกที่ 60 x 60 เว้นทางเดินประมาณ 1 เมตร ทำให้ได้จำนวนต้นที่ปลูก 3,500 ต้น/ไร่ เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่าย มีทางเดินกว้างขึ้น กำจัดวัชพืชง่ายกว่า ซึ่งการปลูกแบบนี้ต้นสับปะรดจะให้น้ำหนักดีตกต้นละ 1 – 3 กิโลกรัมหรือประมาณ 3 – 4 ตัน/ไร่ ผลผลิตจะออกขายได้ในเดือน เมษายน ถึง พฤษภาคม ของทุกปี  สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกปีละ 50,000 – 60,000 บาทต่อไร่

วันนี้จังหวัดบึงกาฬได้ร่วมกับหน่วยงานในกระทรวงเกษตร ลงพื้นที่มาดูเกษตรกรตัวอย่างที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาปลูกพืชทดแทนยางพารา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าราคายางพาราตอนนี้ค่อยๆไป อาจจะยังไม่ถูกใจพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่เคยได้ราคาสูงกว่านี้ วันนี้รัฐบาลมีนโยบายใหม่คือการตลาดนำการผลิต การที่นำสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย มาปลูกในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ ผลที่ได้คือมีเนื้อฉ่ำ หวาน ไม่กัดลิ้น ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ทางเกษตรแนะนำ และให้ผลผลิตดี ซึ่งที่พามาดูสวนในครั้งนี้ก็เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า มีเกษตรกรที่ปลูกแล้วประสบผลสำเร็จจริง ให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางได้พิจารณาดูว่ามีพืชอีกหลายชนิดที่ปลูกแล้วได้ผลตอบแทนมากกว่ายางพารา พี่น้องเกษตรกรที่จะหันมาปลูกสับปะรดก็สามารถปรึกษากับหน่วยงานกรทรวงเกษตรได้ ด้านการตลาดก็ปรึกษากับพาณิชย์จังหวัดได้ ขอให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจ หากคิดจะปรับเปลี่ยนเพิ่มมูลค่าภายในสวนยางพารา ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่ต้องอาศัยหรือยึดติดกับยางพาราเพียงอย่างเดียว วันนี้มีชาวสวนยางหันมาทำเกษตรผสมผสานเยอะเพื่อหารายได้เสริม ให้เลี้ยงดูครอบครัวได้ ขอเพียงให้พี่น้องเกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ แค่คิดชีวิตก็เปลี่ยน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผวจ.บึงกาฬ กล่าวเสริม

แสดงความคิดเห็น