ชาวบ้านพยุห์วอนอย่ารื้อบ้านทำถนน

31

ชาวตลาดพยุห์ เข้ายืนหนังสือกับ ผอ.แขวงการทางศรีสะเกษ ที่ 2 หลังได้รับผลกระทบจากโครงการปรับปรุงขายถนนและทางเท้า วอนขอให้หยุดการรื้นถอนไปก่อนเพื่อหาแนวทางรองรับถึงปัญหาดังกล่าว

วันที่ 16 กันยายน 2563 ที่สำนักงานแขวงการทางศรีสะเกษ ที่ 2 กลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขยายปรับปรุงพัฒนาทางเท้าในเขตตำบลหยุห์ อำเภอพยุห์ จังหวัดศรีสะเกษ เข้ามายืนหนังสือร้องทุกข์กรณีแขวงทางหลวงศรีสะเกษที่ 2 แจ้งให้รื้อถอนบ้านเรือนเพื่อขยายถนนปรับปรุงทางเท้า สืบเนื่องจากเมื่อวนัจนัทร์ที่  29 มิถุนายน พ.ศ.2563  เวลา 10.00 น. ณ โรงเรียนอนุบาลพยุห์ อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ  โดยนายรพี  ตั้งทรงสุวรรณ์  ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงศรีสะเกษที่ 2  แจ้งให้ทราบเกี่ยวกับโครงการ ขยายเขตทางหลวงหมายเลข 221โดยมีทางเลือกให้ชาวชุมชนอำเภอพยุห์ 3 ทางด้วยกันคือ ทางเลือกที่ 1. ขยายตามโครงการโดยรื้อถอนบ้านเรือนทั้ง 2 ฝั่งถนน  ทางเลือกที่ 2. ท าและปรับปรุงถนนเท่าที่ท าได้โดยไม่ต้องรื้อถอนบ้านเรือนท้งั 2 ฝั่งถนน ทางเลือกที่ 3.ไม่ท าโครงการเลย โดยยกงบประมาณไปพัฒนาเส้นทางอื่นแทน เช่น อำเภอศรีรัตนะ

โดยระหว่างการประชุมได้เจ้าหน้าที่ส่งกระดาษA4 (กระดาษเปล่า) ให้ชาวชุมชนตลาดพยุห์ที่เข้าร่วมประชุมลงชื่อ  ซึ่งได้มีสมาชิกบางส่วน บางส่วนลงชื่อเพราะเข้าใจว่าเป็นการลงชื่อเข้าร่วมประชุมเท่านั้นและบางส่วนไม่ได้ลงชื่อเพราะเห็นว่าเป็นเหตุ ไม่ชอบมาพากลและทักท้วงขึ้นมา  หลังจากนั้นมีเจ้าหน้าที่เปลี่ยนเป็นสมุดนัมเบอร์มาให้ลงชื่ออีกรอบโดยพับสมุดมาเพียงด้านเดียว ครั้งนี้ได้แจ้งว่าเป็นของแขวงทางหลวงศรีสะเกษที่ 2ได้มีสมาชิกชาวชุมชนตลาดพยุห์บางส่วนลงชื่อด้วยเช่นกัน เพราะเข้าใจว่าเป็นการลงชื่อเข้าร่วมประชุมอีกครั้งแต่ก็ยังมีชาวชุมชนตลาดพยุห์บางส่วนสงสัยเลยเปิดดูด้านหน้าพบว่าหัวเรื่องนั้นเป็นการ ลงชื่อยินยอมให้รื้อถอนจึงเกิดการทักท้วงและขอให้ทำลายเอกสารทิ้งแต่ก็ไม่มีการทำลาย จึงอยากขอเอกสารฉบับนั้นคืนด้วย เพราะมีชาวชุมชนตลาดพยุห์บางท่านลงชื่อไปโดยเข้าใจผิดและอาจจะส่งผลกระทบได้ในภายหลัง 

ก่อนจบการประชุมได้มีการ แจ้งว่าจะมีการนัดหมายอีกครั้งเพื่อลงความคิดเห็นจากทางเลือกทั้ง 3 ที่แขวงทางหลวงฯแจ้งให้ทราบอีกครั้ง  แต่หลังจากการประชุมไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่จากแขวงทางหลวงศรีสะเกษที่ 2 มาเดินแจกหนังสือให้ลงชื่อยินยอมรื้อถอนโดยกล่าวอ้างถึงข้อ กฎหมายต่าง ๆ ทำให้ชาวชุมชนตลาดพยุห์บางส่วนเกรงกลัวจึงจำเป็นต้องยอมลงชื่อหนังสือยินยอมกลับไป 

จากเหตุการณ์นี้ทำให้ ชาวชุมชนตลาดพยุห์เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในความไม่จริงใจของเจ้าหน้าที่แขวงทางหลวงศรีสะเกษที่ 2   ดังนั้นชาวชุมชน ตลาดพยุห์ขอเอกสารทั้งหมดคืนเพื่อทำลายทิ้งและขอคืนความเป็นธรรมให้กับชาวชุมชนตลาดพยุห์ด้วย เพราะถ้าหากต้องมีการรื้อถอนจริงจะมีชาวชุมชนตลาดพยุห์ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก 

นางฐิติพรรณ ตังสกุล หนึ่งในชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เปิดเผยว่า ที่มาวันนี้เพื่อจะมาขอยืนหนังสือเพื่อให้พิจารณาโครการขยายปรับปรุงทางเท้า หลังถ้ามีการรื้อถอนบ้านเรือนจะมีชาวชุมชนตลาดบางส่วนไม่เหลือแม้บ้านให้อยู่อาศัยถ้ามีการรื้อถอนซึ่งได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากทั้งที่อยู่มานาน ก่อนจะมีการปักเขตทางหลวงเสียอีก ชาวชุมชนตลาดพยุห์บางส่วนไม่เหลือพื้นที่ให้ทำกิน ซึ่งบางคนใช้พื้นที่นี้ทั้งเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเพื่อส่งลูกเรียน ด้วยพิษเศรษฐกิจและโรคโควิด-19 ที่ว่าแย่แล้ว ยังต้องมาโดนไล่ที่ทำกินซ้ำร้ายเข้าไปอีก

เหมือนที่ล่าสุดเมื่อวานนี้ (15 ก.ย. 63) มีเจ้าหน้าที่ทางแขวงเข้าไปอ้างว่าจะขอเข้ารื้อถอน ทำให้ชาวบ้านหลายรายกลัว ไม่เป็นอันทำมาหากิน เจ้าหน้าที่ที่เข้ามาอ้างแต่กฎหมายต่าง ๆ นานา ซึ่งบ้านจะไปรู้เรื่องอะไรมากมาย  จึงอยากจะขอให้ทางแขวงทางหลวงศรีสะเกษที่ 2 ดำเนินการปรับปรุงถนน เท่าที่ทำได้โดยไม่ต้องมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือบ้านเรือนแต่อย่างใดเพื่อช่วยลดผลกระทบที่ก่อความเดือดร้อนให้กับชาว ชุมชนตลาดพยุห์และรักษาอนุรักษ์ความเก่าแก่ของตลาดพยุห์ไว้ พร้อมทั้งได้พัฒนาไปพร้อม ๆ กันซึ่งตรงกับทางเลือกที่ 2 ที่แขวง ทางหลวงศรีสะเกษที่ 2  เสนอมา หรือว่ามีหน่วยงานไหนที่พอจะเข้ามาเป็นตัวกลางช่วยประสานกับหน่วยงานต่างๆให้ทุกเฝ้าไท้ได้รับผลกระทบก็จะดีมาก

นายรพี  ตั้งทรงสุวรรณ์  ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงศรีสะเกษที่ 2 เปิดเผยว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาชาวบ้านที่บุกรุกพื้นที่ของทางหลวงในอำเภอพยุห์มันมีปัญหาร้องเรียนมานานกว่า 40 ปี แล้ว ที่ตนทำโครงการลงไปนั้นไม่ได้อยากให้ชาวบ้านทุกคนเดือนร้อน เพียงเพื่อทำทุอย่างตามหน้าที่ อย่างให้ทุกอย่างเป็นระบบ โครงการที่ทำลงก็เพื่อประโยชน์คนทุกคน โครงการนี้ที่จะขยายปรับปรุงทางเท้านั้น ก็เพื่อที่อนาคตทางเท้านั้นจะได้สามารถเปิดเป็นตลาดริมถนนเล็กๆให้กับคนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาได้มาจำจ่ายซื้อของ หรือเพื่อให้คนในชุมชนเข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีคุณค่า ไม่ใช้เป็นของกลุ่มนายทุนที่เอาพื้นที่ของรัฐมาใช้ประโยชน์แบ่งให้ประชาชนที่ไม่รู้เรื่องซื้อขาย หรือ เช่าทำมาหากิน เหมือนทุกวันนี้ ในใจอยากจะพัฒนาบ้านเมืองให้น่าอยู่ ไม่ใช่อยากจะมาให้ชาวบ้านต้องลำบาก แต่ถ้ามีทางแก้ไขปัญหาที่ดีกว่าหรือมีหน่วยงานไหนพอที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหานี้ให้เดินต่อได้ ตนก็ยอมรับฟัง

///////////////////////

ภาพ/ข่าว นายพงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์ / ศรีสะเกษ