ศรีสะเกษ-ทนายความชื่อดัง หันมาทำเกษตรหวังส่งต่อเกษตรกร

46

ทนายความชื่อดังของจังหวัดศรีสะเกษ ที่ดูแลสหกรณ์การเกษตรทั่วภาคอีสาน วันนี้กลับหันมาลงมือทำเกษตรผสมผสาน โคก หนอง นา หวังส่งต่อภูมิปัญญาเกษตรกร ทำการเกษตรเท่านั้นจึงจะรอด เพาะเองไก่ประดู่หางดำ

วันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่ นาคสีหราชฟาร์ม บ้านหนองเข็ง ตำบลโพนเขวา อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ นายไพบูลย์ หรือ ทนายไพบูลย์ นาคสีหราช ทนายความชื่อดังของประเทศไทยอีกคนหนึ่ง เคยเป็นที่ปรึกษาสหกรณ์การเกษตร ว่าความให้กับสหกรณ์มาแล้วทั่วภาคอีสาน ก่อนจะหันไปว่าความในกรุงเทพมหานคร สุดท้ายกลับมาปักหลักอยู่บ้าน เริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสาน หรือ แบบโคก หนอง นา ในปัจจุบัน มุ่งหวังที่จะเป็นแบบอย่างแก่เกษตรกร ว่า วันนี้การเกษตรเท่านั้นที่จะทำให้ประชาชนรอดพ้นจากความยากจนแบบยั่งยืน แต่ต้องเป็นแบบผสมผสาน ซึ่งที่พื้นดินแปลงนี้ มีทั้งการเพาะเลี้ยงไก่ประดู่หางดำ ที่เพาะเองทุกฟอง ทำเกษตรเลี้ยงหมูหลุม เลี้ยงวัว ควาย เลี้ยงปลาในบ่อ ยกคันดินปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ซึ่งอนาคตหากต้นไม้โตขายต้นละ 1 หมื่น มีสัก 1 พันต้น ก็มีเงิน 10 ล้านบาทแล้ว ยิ่งในสถานการณ์โควิด19 โลกจะเริ่มขาดแคลนอาหาร เกษตรกรเท่านั้นที่จะอยู่รอด ปลอดภัย วันนี้ฟาร์มนี้ได้เปิดให้เป็นศูนย์ศึกษาเรียนรู้ด้านการเกษตรแบบครบวงจรฟรี พร้อมมอบพันธุ์ไก่ พ่อพันธ์ แม่พันธ์ ให้กับโรงเรียนที่ต้องการนำไปเพาะพันธ์ ขยายพันธุ์ต่อ ตามโครงการอาหารกลางวันเด็ก แต่ต้องนำไปเพาะเลี้ยงก่อนนำไปประกอบอาหาร จากผลผลิตที่ได้เท่านั้น ส่วนเงินลงทุนในฟาร์ม ทุกบาทที่ได้จากการว่าความในการเป็นทนายมา นำมาลงทุนด้านการเกษตรแห่งนี้ เพื่อส่งต่อภูมิปัญญาแก่เกษตรกร และคนทั่วไปที่จะทำเกษตรอย่างมีความสุข

ทนายไพบูลย์ นาคสีหราช เล่าว่า ตนเริ่มต้นที่สนใจมาทำฟาร์มนี้ตั้งแต่ พ.ศ.2549 เพราะตอนแรกตนเรียนโรงเรียนอำนวยศิลปป์พระนคร ก่อนจะไปต่อเรียนเกษตร ที่คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากนั้นไปเรียนต่อที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จบมารับว่าความเก็บเงินมาเรื่อย เพื่อที่จะทำตามความฝันของตนเอง ในการทำการเกษตร เพราะตนเชื่อว่ามันเป็นความสุขที่ยั่งยืน ปัจจุบันตนมีการเพาะลูกไก่จากตู้ฟักเอง ครั้งละ 300 ฟอง แม่ไก่ประดู่หางดำที่ไข่ออกมา ตนจะเก็บมาจัดเข้าตู้ฟัก ฟักออกลูกมา ก็จะเลี้ยงจนโต ส่งขายในราคาทุน พร้อมแจกจ่ายแก่โรงเรียนต่างๆ ที่มีโครงการอาหารกลางวันเด็ก นำไปเพาะเลี้ยงต่อ ก่อนนำไปประกอบอาหาร ตนมีการเพาะเลี้ยงปลาในบ่อ เลี้ยงหมูหลุม ปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล ทุเรียนเงาะ ไม้ยืนต้น ปลูกป่า เพราะต้นไม้จะมีค่ามากเพิ่มขึ้นทุกวัน วันนี้หากตนมีต้นไม้สัก 1 พันต้น ขายต้นละ 10,000.-บาท ตนจะมีเงิน 10 ล้านบาททันที เกษตรกรก็เช่นกัน หากคิดเช่นนี้ทำการเกษตรมีความสุข ไม่เป็นหนี้ เพราะทำตามทุนที่มี ค่อยๆ ขยายไปด้วยสองมือตนเอง วันนี้ที่ทำเช่นนี้ ด้วยใจรักก็ประการหนึ่ง ละที่สำคัญ ต้องการเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เกษตรกร หรือผู้ที่สนใจ มาศึกษาเรียนรู้ได้ฟรีทุกวัน ทุกอาชีพไม่ใช่ทนายความที่อาจจะไม่ยั่งยืน แต่อาชีพเกษตรกร ยั่นยืนที่สุด

////////////////////////

ภาพ/ข่าว นายพงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์ / ศรีสะเกษ