บุรีรัมย์-แถลงจับคนร้ายงัดตู้เซฟร้านทอง

10

วันที่ 14 มกราคม 2563) พล.ต.ท.พูลทรัพย์    ประเสริฐศักดิ์  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 พร้อมรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3  , พล.ต.ต.ชาญชัย  พงษ์พิชิตกุล  ผู้บังคับการตำรวจภูธรจ.บุรีรัมย์  และรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจ.บุรีรัมย์  ได้แถลงข่าวผลการจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุบุกเดี่ยวเข้าไปงัดตู้เซฟ ร้านทอง “เยาวราชสินทวี” ภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง (บิ๊กซีสาขาบุรีรัมย์)  ตั้งอยู่ ต.อิสาณ  อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ได้ทองคำรูปพรรณ  ทั้งสร้อยคำ   กำไล  แหวนทองที่ทางร้านเก็บไว้ขายให้กับลูกค้า  และบางส่วนเป็นทองที่ลูกค้านำมาจำนำไว้รวมน้ำหนัก 163 บาท คิดเป็นมูลค่า เกือบ 4 ล้านบาท  ทั้งนี้ยังได้ก่อเหตักขโมยโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊กภายในห้างด้วย  เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้ามืดของ วันที่ 28 ธ.ค.62  

กระทั่งล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน กองบังคับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 3 , กองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ , ชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ และสถานีตำรวจภูธรนางรอง ได้ร่วมกันจับกุมนายประวิทย์     ไชยคีนี   อายุ  32  ปี  บ้านเลขที่  5/3 ม.5 ต.บ่อไทย อ.หนองไผ่    จ.เพชรบูรณ์  ได้พร้อมด้วยของกลางยาบ้า  24 เม็ด ยาไอซ์  0.66 กรัม ทองคำรูปพรรณจำนวน 101 บาท  คิดเป็นมูลค่าจำนวน  2,297,151  บาท , ต้นขั้วตั๋วจำนำ (ไม่มีทอง) มูลค่า 39.5 บาท   เป็นเงิน  898,326 บาท , เงินสด  150,000  บาท ,โทรศัพท์มือถือโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง ,คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค  1 เครื่อง, รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้ำ รุ่นคลิก สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน กถ-3720 บุรีรัมย์ (ที่ผู้ต้องหาใช้ในการก่อเหตุลักทรัพย์   รวมถึงรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ สีประตู สีขาว ทะเบียน ขษ 6858 นครราชสีมา  ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ผู้ต้องหานำทองที่ขโมยมาไปขาย แล้วนำเงินไปซื้อรถมาใช้

 จากการสอบถาม ผู้ต้องหา   ให้การรับสารภาพว่า  ได้ก่อเหตุเข้าไปงัดตู้เซฟและขโมยทองในห้างดังกล่าวจริง  โดยใช้วิธีปีนขึ้นบนหลังคาของห้างที่เกิดเหตุ  แล้วใช้เครื่องมือไขน๊อตบริเวณหลังคาจากด้านบน  บริเวณแผ่นโปร่งแสงแผ่นที่ 2 แล้วปีนลงมาทางช่องแอร์   จากนั้นเดินตามโครงเหล็กหลังคาเข้ามาภายในห้าง    เมื่อเข้ามาได้ก็เดินไปยังร้านทองที่เกิดเหตุเพื่อสำรวจภายในร้านใช้เวลาประมาณ  20  นาที จากนั้นผู้ต้องหาได้ไปบริเวณจุดจำหน่ายเครื่องมือช่างภายในห้าง และลักเอาไขควง เลื่อยพร้อมใบเลื่อย ใช้เป็นอุปกรณ์ในการลักทรัพย์  โดยก่อนจะเข้าไปงัดตู้เซฟ ได้ลักทรัพย์โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์โน๊ตบุคในห้างก่อน ใช้เวลาประมาณ 34  นาที   จากนั้นได้ลักกระเป๋าสะพายจากจุดจำหน่ายกระเป๋าภายในห้างใช้ใส่โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ก    ก่อนจะเดินไปยังร้านทองแล้วใช้เลื่อย ตัดสายยูตู้เซฟของร้านทอง   โดยอ้างว่าตู้เซฟไม่ได้ใส่รหัสและล๊อกกุญแจไว้     ล๊อกเพียงสายยูด้านบนและด้านล่างของตู้เซฟเท่านั้น  จึงสามารถเปิดตู้เซฟและกวาดเอาทองคำรูปพรรณไปทั้งหมดรวมน้ำหนัก 163 บาท โดยใช้เวลาก่อเหตุในร้านทองประมาณ  50  นาที   หลังจากได้ทรัพย์สินแล้ว ก็ใช้วิธีหลบหนีออกไปช่องทางเดินที่เข้ามา  ก่อนจะขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป

ส่วนทองคำรูปพรรณที่ขโมยไปผู้ต้องหา  อ้างว่าบางส่วนได้นำไปขาย และจำนำ  แล้วนำเงินไปซื้อยาบ้าเสพ   บางส่วนก็ซื้อรถยนต์  ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ไปแล้ว    เบื้องต้นเจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัว นายประวิทย์   ผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีในข้อหา “ลักทรัพย์ในเคหะสถานในเวลากลางคืน  โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยเข้าทางช่องทางซึ่งได้ทำขึ้นโดยไม่ได้จำนงให้เป็นทางคนเข้า  โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือพาทรัพย์นั้นไป  หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม หรือรับของโจร  , มียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า)ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย , มียาเสพติดให้โทษประเภท 1(ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย และเป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษโดยผิดกฎหมาย” 

ด้านพล.ต.ท.พูลทรัพย์    ประเสริฐศักดิ์  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 กล่าวว่า คดีดังกล่าวแม้ผู้ต้องหาจะไม่ได้ใช้อาวุธทำร้ายใคร  แต่ถือว่ามูลค่าทรัพย์สินค่อนข้างมากเกือบ 4 ล้านบาท   ส่วนที่ผู้ต้องหาอ้างว่าตู้เซฟไม่ได้ล็อกกุญแจ และรหัส ทำให้สามารถขโมยทองไปได้อย่างง่ายดายนั้น  ก็เชื่อว่าน่าจะมีคนในรู้เห็นอย่างแน่นอน   ประกอบกับผู้ต้องหาเคยเป็นพนักงานห้างแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากห้างที่เกิดเหตุ  จึงทำให้รู้ช่องทางเข้า-ออกห้าง เป็นอย่างดี  ซึ่งก็ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว

ภาพ/ข่าว    สุรชัย     พิรักษา / บุรีรัมย์