ตำรวจควบคุมตัวสิบเอกเรืองศักดิ์ ผู้ต้องหาร่วมกันชิงทรัพย์ร้านทองขอนแก่นไปทำแผน หลังจากถูกจับกุมได้ขณะหลบหนีไปที่ สปป.ลาว โดยตำรวจสามารถติดตามทองคำได้มูลค่า 6 ล้านบาท จากที่ถูกชิงทรัพย์ไปรวม 9 ล้านบาท คืนเจ้าของ

สิบเอกเรืองศักดิ์ หรือนะ พันธุ์ทอง อายุ 60 ปี ผู้ต้องหาร่วมกันชิงทรัพย์ร้านทองแม่ทองพูล ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเมืองขอนแก่น ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น ควบคุมตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ หลังร่วมกันกับนายชัยมงคล หรือชัย ใจบุญอุปถัมภ์ อายุ 37 ปี ผู้ต้องหาอีกคนที่อยู่ระหว่างหลบหนี ก่อเหตุใช้อาวุธปืนชิงทรัพย์ร้านทองแม่ทองพูล ได้ทองคำรูปพรรณ จำนวน 104 เส้น น้ำหนักรวม 437 บาท มูลค่า 9 ล้านบาท แล้วหลบหนีไป เหตุเกิดเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2562

โดยจุดแรกเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาไปที่บริเวณศูนย์อาหารภายในห้าง ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ต้องหาทั้ง 2 ได้มานั่งรอและสังเกตการณ์ก่อนที่จะลงมือก่อเหตุ จากนั้นได้เข้าไปภายในร้านทองจุดที่ผู้ต้องหาร่วมกันก่อเหตุชิงทรัพย์ โดยสิบเอกเรืองศักดิ์ ถืออาวุธปืนอยู่หน้าร้าน ขณะที่นายชัยมงคล เป็นคนทำหน้าที่ชิงทองรูปพรรณ และจุดสุดท้ายเป็นด้านหลังห้างที่คนร้ายนำรถจักรยานยนต์มาจอดไว้และขับหลบหนีไปหลังจาก่อเหตุ

พลตำรวจตรีเจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 กล่าวว่า หลังเกิดเหตุการสืบสวนได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว ได้ทราบตำหนิรูปพรรณคนร้าย เส้นทางเข้าก่อเหตุ และพาหนะที่ใช้เข้าก่อเหตุ คือรถยนต์กระบะ 4 ประตูรุ่นดีแม็ก สีบรอนส์ ทะเบียน กค 2196 ชัยภูมิ มีชื่อ นางบัวเผื่อน อุปถัมภ์ อายุ 57 ปีชาวอำเภอ ภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และรถจักรยานยนต์ สกูปปี้ไอ สีขาว ทั้งได้ทราบเส้นทางหลบหนีหลังก่อเหตุไปตามถนนมะสิวัลย์ มุ่งหน้าจังหวัดชัยภูมิต่อมาในวันที่ 27 กรกฎาคม เวลาประมาณ 09.00 น. ได้รับแจ้งเบาะแสการนำทองคำรูปพรรณที่ถูกชิงไปขายที่ร้านทองแห่งหนึ่ง ใน อ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ ชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบภาพจากล้องวงปิดทราบตำหนิรูปพรรณบุคคลที่นำทองคำมาขาย ตรงกับ คนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้ และยานพาหนะที่ใช้คือรถยนต์กระบะ 4 ประตูโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ ทะเบียนบล-6213 อุดรธานี มีชื่อนางจันทจร โปลาแสน อายุ 44 ปี เป็นผู้ครอบครอง

ต่อมาจึงได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้คือ ส.อ.เรื่องศักดิ์ หรือนะ พันธ์ทอง อายุ 20 ปี และนายชัยมงคล หรือชัย ใจบุญอุปถัมภ์ อายุ 37 ปี จึงไปตรวจสอบที่บนพักของนางจันทจรฯ พบว่ามีทองคำรูปพรรณทรัพย์ที่ถูกชิงไปอยู่และทราบว่าในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ได้มีนายสุพจน์ เพชรรังสี อายุ52 ปีและนายไพรวัน ญานัณฑิต อายุ 53 ปี (สามีของนางจันทจรฯ) ได้ใช้รถยนต์กระบะโตโยตรุ่นวีโก้สีดำ ทะบียน บล 6213 อุดรธานี พาสิบเอกเรืองศักดิ์ฯ และ นายชัยมงคลฯ ออกไปขายทองคำและหลบหนี จากนั้นได้ไปตรวจสอบบ้านพักของนางบัวเผื่อนฯ ซึ่งเป็นมารดาของ นายชัยมงคลฯ ทราบว่าทองคำรูปพรรณได้นำซุกซ่อนฝังดินไว้ที่สวนยางพาราท้ายหมู่บ้านอ่างทอง อำเภอภูเชียว จ.ชัยภูมิ และได้มอบให้นางจันทรฯบางส่วน เจ้าหน้าที่ได้ติดตามไปตรวจยึดทองคำรูปพรรณได้จากจุดดังกล่าวคือ ทองคำรูปพรรณ
จำนวน 51 รายการ น้ำหนัก รวม 202 บาท ลูกระเบิดขว้าง จำนวน 1 ลูก

“ในส่วนการสืบสวนติดตามรถยนต์ ซึ่งเป็นพาหนะที่นายสุพจน์ และนายไพรวัน ได้ใช้พานายเรืองศักดิ์และนายชัยมงคลฯ ออกไปขายทองคำและหลบหนีนั้น ในวันเดียวกัน ได้รับแจ้งว่าพบพบรถยนต์คันดังกล่าวกำลัง มุ่งหน้า จ.ขอนแก่นที่บริเวณถนนรอบเมือง(ช่วงสี่แยกบายพาสบิ๊กซีไปสกลนคร)ต.หนองบัว อ.เมือง จ.อุดรธานีจึงตั้งจุดสกัด และเข้าตรวจค้นพบนายสุพจน์ฯ นายไพรวันฯ อยู่ในรถคันดังกล่าวชักถามรับว่าได้ขับรถพานายเรื่องศักดิ์ฯ และนายชัยมงคลฯ หลบหนีไปยัง สปป.ลาวโดยผ่านช่องทางธรรมชาติที่ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย โดยนายสุพจน์ฯและนายไพรวันฯ ถูกจับกุมในเวลาต่อมาในความผิดฐาน “ร่วมกันรับของโจรและ ช่วยผู้ต้องหาหลบหนี”

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 กล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2562 เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง จ.หนองคาย ว่า ส.อ.เรืองศักดิ์หรือนะ พันธ์ทอง ผู้ต้องหาได้ถูกส่งตัวกลับมายังประเทศไทยที่บริเวณด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทยลาว จ.หนองคาย เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมตัวพร้อมตรวจยึดทรัพย์สินซึ่งได้มาจากการก่อเหตุได้แก่ ทองคำแท่ง (หลอมจำนวน ๒ แท่งน้ำหนัก 494 กรัม สร้อยคอทองคำจำนวน 2 เส้นหนัก152กรัม กำไรข้อมือทองคำ ๓ วงหนัก136 กรัม เงินสดจำนวน 280,000 บาท โทรศัพท์มือถือจำนวน 1 เครื่อง นอกจากนี้ผู้ต้องหายังได้รับสารภาพว่าได้ซื้อรถยนต์จำนวน 1 คัน และรถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คันที่สปป.ลาว ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภพว่าเป็นทรัพย์ได้มาจากการก่อเหตุชิงทรัพย์และได้นำทองคำบางส่วนไปขายเพื่อนำเงินมาใช้ รวมทรัพย์สินที่ถูกชิงไป ทองคำรูปพรรณ จำนวน 104 เส้น น้ำหนัก 437 บาท มูลค่า 9 ล้านบาท โดยตำรวจสามารถติดตามทรัพย์สินคืนผุ้เสียหายได้หลายรายการรวมมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท

แสดงความคิดเห็น