แม่ค้าชาวอำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์สุดช้ำถูกโจรบุกบ้านที่อยู่หลังโรงพักขโมยทรัพย์สินเดือนเดียว 4 ครั้ง สูญเงินไปหลายแสน พร้อมโวยตำรวจไม่ยอมจับตัวคนร้ายทั้งที่รู้ตัวแล้ว ระบุเหตุเป็นลูกตำรวจ ทำให้ชาวบ้านในชุมชนหวาดผวาอย่างหนัก  เนื่องจากยังก่อเหตุและป้วนเปี้ยนอยู่ในชุมชน

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2562 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนางธนิดา วงษ์พิพัฒน์ อายุ 56 ปี อยู่บ้านเลขที่ 122 หมู่ 6 ต.สมเด็จ อ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายผัก ว่า ขณะนี้ครอบครัวตนและชาวบ้าน ในชุมชนหลังวัดสี่แยกสมเด็จ ซึ่งอยู่ด้านหลังและห่างจากโรงพัก หรือ สภ.สมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ประมาณ 500 เมตร กำลังได้รับความเดือดร้อน และเกิดความหวาดผวาอย่างหนัก เนื่องจากมีคนร้ายออกก่อเหตุอาละวาดงัดบ้านเข้าไปขโมยทรัพย์สินของประชาชนหลายครั้ง  ซึ่งชาวบ้านรู้ตัวคนร้ายแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ กลับยังไม่ยอมจับตัวไปดำเนินคดี

โดยนางธนิดา วงษ์พิพัฒน์ แม่ค้าขายผัก หนึ่งในชาวบ้านผู้เดือดร้อนและได้รับความเสียหาย ได้พาไปชี้จุดที่ถูกคนร้ายเข้ามาขโมยเครื่องปั้มน้ำที่บริเวณหน้าบ้าน และจุดที่คนร้ายงัดบานเกล็ดห้องน้ำหลังบ้าน ซึ่งเป็นการก่อเหตุครั้งที่ 4 ภายในเดือนเดียวคือเดือนพฤษภาคม 2562 ก่อนเข้าไปรื้อค้นหาทรัพย์สินมีค่าในห้องนอน ตามตู้เสื้อผ้า และที่เก็บของภายในบ้าน รวมทั้งขโมยจักรยานยนต์ไปแล้วหนีลอยนวล

นางธนิดา กล่าวว่า เหตุการณ์คนร้ายบุกบ้านแล้วเข้าไปขโมยทรัพย์สินครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่บ้านของตนและบ้านของเพื่อนบ้านในชุมชนหลังวัดสี่แยกสมเด็จถูกงัด จึงทำให้ทุกคนรู้สึกถึงการไม่ได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งนี้ชาวบ้านทราบดีว่าคนร้ายนั้นเป็นการกระทำของบุคคล 2 คน ที่อาศัยอยู่ในชุมชน เพราะเข้ามาก่อเหตุภายในบ้านของตนถึง 4 ครั้ง ภายในเดือนเดียว โดยแต่ละครั้งได้ขโมยทรัพย์สินของมีค่า เช่น เครื่องปั้มน้ำ เงินสด พระเครื่อง เครื่องตัดหญ้า จักรยานยนต์ มาม่า รวมทั้งปลากระป๋องในห้องครัวและสายไฟแล้วหลบหนีไป

“ปกติตนจะอาศัยอยู่บ้านคนเดียว แล้วไม่ค่อยจะอยู่บ้าน เนื่องจากมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายผักต้องไปขายของที่ตลาดนัดชุมชนต่างๆ บางครั้งก็ไปต่างจังหวัด จึงเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้ามาขโมยทรัพย์สิน  ครั้งแรกที่รู้ตัวตอนเครื่องปั้มน้ำหน้าบ้านหายไป ต่อมาก็ซื้อเครื่องใหม่มาเปลี่ยน ก็ถูกคนร้ายขโมยไปอีกรวมทั้งหมด 3 ครั้ง 3 เครื่อง ต่อมาล่าสุดเมื่อคืนวันที่ 24 พฤษภาคมผ่านมา คนร้ายได้อาศัยช่วงที่ตนไม่อยู่บ้าน เข้ามาทางบานเกล็ดห้องน้ำหลังบ้าน และพบหลักฐานเป็นกองเลือดในห้องน้ำ และคราบเลือดที่ผ้าขนหนู ซึ่งคาดว่าคนร้ายถูกบานเกล็ดที่เป็นกระจกแก้วบาด ต่อมาก็ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สมเด็จ ให้ไปรับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นสกู๊ปปี้ ไอ สีขาว ทะเบียน 1 กจ 3614 กาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นรถของตนที่ถูกคนร้ายขโมยไป โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าจับคนร้ายพร้อมของกลางได้ ขณะเรียกตรวจและตรวจสอบเอกสารประจำรถ ซึ่งคนร้ายรายนี้ยังได้สารภาพว่าเป็นคนลงมือก่อเหตุขโมย ทั้งเครื่องปั้มน้ำและทรัพย์สินอื่นๆของตนด้วย ” นางธนิดากล่าว

นางธนิดา กล่าวต่อว่า ครั้งแรกที่รู้ตัวคนร้าย ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไกล่เกลี่ยตนกับคนร้าย แต่ไม่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ เพราะตนไม่ยอมรับข้อเสนอที่จะให้ตกลงยอมความกันง่ายๆ เนื่องจากได้รับความเสียหายจากการถูกขโมยทรัพย์สินเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 1 แสนบาท แต่ฝ่ายผู้ปกครองของคนร้ายจะชดใช้ให้ตนเพียง 3,000 บาท ตนจึงไม่ยอมรับข้อเสนอ และต้องการให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฏหมาย เพื่อให้คนร้ายเข็ดหลาบ และไม่ได้ไปก่อเหตุกับใครอีก แต่จนถึงวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ดำเนินคดี ทำให้คนร้ายได้ใจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ยังเข้ามาป้วนเปี้ยนในบริเวณบ้านของตนและในชุมชน สร้างความหวาดผวาให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก เพราะมีชาวบ้านหลายครัวเรือนได้รับความเสียหาย ทรัพย์สินในบ้านถูกลักขโมย แต่คนร้ายกลับยังลอยนวล

นางธนิดา กล่าวอีกว่า หลังจากรู้ตัวคนร้ายซึ่งเป็นชาย 2 คน ยังวนเวียนเข้ามาก่อเหตุ โดยขโมยข้าวของชาวบ้าน ทั้งยังไม่จับถูกดำเนินคดี ตนจึงตั้งฉายาให้กับโจรว่า “โจรขาประจำ” และอยากวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สมเด็จ เร่งจับกุมตัวมาดำเนินคดีด้วย เพราะชาวบ้านอยู่กันอย่างหวาดผวา ทั้งกลัวว่าจะถูกขโมยทรัพย์สิน และถูกทำร้ายร่างกาย สำหรับตนรู้สึกหวาดระแวงมาก ทั้งห่วงบ้านและห่วงทรัพย์สินเกรงว่าจะถูกขโมยไปอีก รวมทั้งกลัวว่าจะถูกดักทำร้ายด้วย จนทุกวันนี้ไม่เป็นอันทำมาหากิน ต้องให้สามีลาออกจากงานมาอยู่เฝ้าบ้าน และซื้อไฟสปอร์ตไลท์มาติดเพิ่มแสงสว่างให้บริเวณบ้านในเวลากลางคืน ทำให้เสียค่าใช้จ่ายและรู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม นางชนิดา วงษ์พิพัฒน์ ชาวบ้านผู้เดือดร้อนและได้รับความเสียหาย ยังแจ้งว่า สาเหตุที่คนร้ายยังลอยนวล และยังไม่ถูกจับดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น เนื่องจากเป็นลูกอดีตตำรวจในพื้นที่อำเภอสมเด็จ ซึ่งได้ย้ายปฏิบัติหน้าที่ในต่างอำเภอและขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดแล้ว เพราะทนพฤติกรรมของลูกชายไม่ได้

////////////////////////////////////////////

ภาพ/ข่าว – ยุทธนา เกียรติดำเนินงาม จ.กาฬสินธุ์

แสดงความคิดเห็น