ชาวสวนยางยะลา คาดหวังรัฐบาลใหม่ จะมีกลยุทธ์ใหม่ๆ ผลักดันราคายางให้ได้ กก. 65 บาท

    ที่กลุ่มรับซื้อน้ำยางสด บ้านยุโป ต.ยุโป อ.เมืองยะลา มีกลุ่มเกษตรกรสวนยางพารา เดินทางนำน้ำยาง มา ชั่งน้ำหนัก เพื่อคิดเปอร์เซ็นราคา ซึ่งมีการรับซื้อในหน้ากลุ่มราคากิโลกรัมละ 48 บาท เมื่อวานนี้ จากราคาเดิมที่ได้ขยับขึ้นมาก่อนหน้านี้อยู่ที่ กิโลกรัมละ 47 บาท

นายสุธี พุทธฤทธิ์ ประธานกลุ่มพัฒนาน้ำยาง ต.ยุโป อ.เมืองยะลา กล่าวถึงการคาดหวังของราคายางในรัฐบาลใหม่ นี้ว่า ขณะนี้ราคายางได้ปรับขึ้นไป 1 บาท จากที่เคยยืนอยู่กิโลกรัมละ 47 บาท มาเป็นกิโลกรัมละ 48 บาท ก็ถือว่าราคายางขึ้น จะดีในด้านของจิตวิทยา เพราะราคาได้ขยับขึ้น ชาวบ้าจะได้ดีใจขึ้นบ้าง ส่วนการคาดหวังชองชาวบ้าน ขณะนี้เรายังไม่รู้ว่า ใครจะได้ขึ้นเป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรฯ แต่พวกที่เรียกร้องประชาธิปไตย ที่ต้องการรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งตอนนี้เราได้รัฐบาลตามที่ต้องการแล้ว ที่ผ่านมาเรามีรัฐบาลมาจากรัฐประหาร ว่าไม่โอเค ตอนนี้เราได้แล้ว ก็ต้องรอดูต่อไป เพราะตอนนี้ พึ่งจะเริ่มเข้าแถว ไม่รู้ว่าจะแถวตรงขนาดไหน แต่ก็คาดหวังว่าจะดีขึ้น ตนเองก็อยากให้ดีขึ้น จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้นหน่อย ที่ผ่านมามีการประกาศว่าหากมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมา ราคายาง ราคาปาล์มจะขึ้น สินค้าเกษตรก็จะขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายพรรคเกือบทุกพรรค ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย พลังประชารัฐ เพราะเขาถือว่าเป็นสแตนดาร์ดของพรรค ส่วนจะจริงหรือไม่จริงจะอยู่ที่ผลงาน แต่ราคายางนั้น ต้องดูที่กลไกการตลาดด้วย ถ้าจะใช้ระบบอุ้ม นั้น คงไม่ถาวร ต้องปล่อยให้เป็นกลไกของตลาดโลก แต่รัฐบาลต้องทำกลยุทธการตลาดใหม่ๆ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลมีกลยุทธว่า จะนำยางไปทำถนน ลาดยาง แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เกิด จะมีแค่รถบรรทุกยางไปพลิกคว่ำ ทำน้ำยางราดถนนเท่านั้น ในพื้นที่ของจังหวัดยะลา ยังไม่เห็นมีการนำน้ำยางพาราไปลาดถนนแต่อย่างใด

ส่วนการแทรกแซง จะมีการทุจริตเชิงนโยบาย จะมีผลต่อราคายางด้วยหรือไม่นั้น นายสุธี กล่าวอีกว่า การทุจริตเชิงนโยบายของพรรคการเมืองที่ผ่านมามีหรือไม่ตนมองไม่ลึกถึงปัญหาดังกล่าวได้ แต่บางพรรคคุยว่าในสมัยรัฐบาลตนเอง ราคาแพง ตนมองว่า มันอยู่ที่กลไกของตลาดโลกมากว่า อย่างตอนนี้ สหรัฐฯกับจีนทำสงครามการค้าอยู่ อย่างไรราคายางก็คงจะขึ้นไปไม่ได้ หากรัฐบาลยังไม่ได้แนวทางวิธีการใหม่ๆ เพื่อให้ราคายางได้ขยับขึ้น เพื่อช่วยเกษตรกร  โดยใช้นโยบายเดิมๆ  เช่น มีสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง แล้วมาเปลี่ยนเป็นการยางแห่งประเทศไทย แต่ก็ใช้บอร์ดบริหารที่เป็นคนเดิมๆ ทำให้นโยบายต่างๆ ก็ยังเป็นแนวเดิมๆอยู่ ตนขอให้คนที่จะมาเป็นเจ้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งต้องมาดูการยางแห่งประเทศไทยและราคาการเกษตรโดยเฉพาะ ยางพารา นั้น การปรับราคา อย่างทำเป็นแบบก้าวกระโดด ให้ก้าวที่ละก้าวก็พอแล้ว แต่อย่าให้ลง เพราะเวลาราคาลง นั้น จะลงทีละ 2 -5 บาท แต่เวลาราคาขึ้นนั้น จะขึ้นครั้งละ 50 สตางค์ หรือบาทหนึ่งต่อกิโลกรัม ตนคิดว่าราคายางไม่ต้องถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ขอให้อยู่ที่กิโลกรัมละ 65-70 บาท ประชาชนก็โอเคแล้ว

//////////

อับดุลการิม/อะหมัด/ยะลา

แสดงความคิดเห็น