เกาะติดโค้งสุดท้ายสนามเลือกตั้งเมืองน้ำดำ 5 เขตส่อพลิก

โค้งสุดท้ายสนามเลือกตั้งเมืองน้ำดำ 5 เขตเลือกตั้งส่อพลิกเทคะแนนตัวบุคคล ภท.-พปชร. แซงผงาด 4 เขต
เหตุคนเชื่อ และเห็นผลงาน “ลุงตู่”นโยบายพรรคและเบื่อผู้สมัครหน้าเก่าไร้ผลงาน

เกาะติดสนามเลือกตั้ง จ.กาฬสินธุ์ หรือ เมืองน้ำดำ ดินแดนที่ราบสูงในแนวเขตเทือกเขาภูพาน กลายเป็นประเด็นคนท้องถิ่น คนกาฬสินธุ์ สวนกระแสโพยพรรคการเมืองหรือแม้แต่โพยสถาบันการศึกษา เพราะเขตเลือกตั้งแห่งนี้ ผลจากการลดจำนวนเก้าอี้ ส.ส.จากเดิม 6 เขตเลือกตั้ง ให้เหลือเพียง 5 เขตเลือกตั้ง ทำเอาแชมป์เก่าพรรคเพื่อไทยทั้ง 5 เขต ต้องทบทวนตัวเองกันใหม่เพราะใครๆ ก็รู้ว่า ส.ส.เพื่อไทยในจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็น ส.ส.ใบสั่ง พูดไม่ได้ แม้จะเคยมี นางบุญรื่น ศรีธเรศ เป็น รมช.กระทรวงศึกษาธิการมาแล้วก็ตาม เพราะตลอดระยะเวลาการครองเก้าอี้ตั้งแต่ยุค “ทักษิณ” มาถึงปัจจุบัน จ.กาฬสินธุ์ “เมืองน้ำดำ” ไม่ได้รับการพัฒนาจากภาคการเมือง ดังจะเห็นจากความเลื่อมล้ำ ทางด้านการคมนาคม ไร้สนามบิน ไร้รถไฟฟ้า แถมด้านการเกษตรก็ยังขาด ส.ส. ที่ให้ความสนใจเข้ามาแก้ปัญหา จนเกิดกระแสเบื่อหน่ายผู้สมัครหน้าเก่า เพราะคนที่นี่ คนกาฬสินธุ์เค้าบอกว่าให้โอกาสมามากพอแล้ว

โค้งสุดท้ายจึงเป็นเกมการชิงไหวชิงพริบนาทีต่อนาที เพื่อเปิดใจพี่น้องประชาชนและดูเหมือนว่าพี่น้องประชาชนก็เริ่มเปิดใจรับฟังนโยบายพรรคการเมืองต่างๆมากยิ่งขึ้น ทั้งพรรคภูมิใจไทย ที่โชว์แนวทางการเรียนฟรีออนไลน์ , เกษตรแบ่งปัน,และปลูกกัญชาเสรี และพรรคพลังประชารัฐ ที่กระแสมาแรงแซงทางโค้ง ซึ่งเริ่มดีวันดีคืน จากความเชื่อถือและเห็นผลงานของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคดิเดท นายกรัฐมนตรี ของพรรคพลังประชารัฐ จึงทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทย อาจจะหายสาบสูญจากสนามการเมืองนี้

เริ่มต้นกันที่ เขตเลือกตั้งที่ 1 กระแสยังคงมาแรงต้องยกให้ นายวิรัช พิมพะนิตย์ ผู้สมัคร ส.ส.กาฬสินธุ์ สังกัดจากพรรคภูมิใจไทย ผู้ซึ่งมีความโดดเด่นในการทำงานไม่ทิ้งพื้นที่ได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่ม ส.อบจ.กาฬสินธุ์ และ อดีต ผู้สมัคร ส.ส.หลายคน ที่ต้องการให้กาฬสินธุ์ เกิดการพัฒนา และอาศัยลูกขยันหาเสียง ยืนยันกาฬสินธุ์ต้องดีกว่านี้จึงทำให้ครั้งนี้มีโอกาสเป็น ส.ส.กาฬสินธุ์ เขต 1 สูง แต่ก็อย่ามองข้ามและประมาทผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐอย่างนายฉลอง ฆารเลิศ อย่างเด็ดขาด ซึ่งขณะนี้กระแสเริ่มดีวันดีคืนและแรงขึ้นเรื่อยๆไม่แพ้กัน เพราะจากประสบการทำงานดีกรีเคยเป็นปลัดเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์คลุกคลีประชาชนรู้รับทราบปัญหา บวกกับความขยันลงพื้นที่ และเดินสายแนะนำนโยบาย พร้อมผลงาน “ลุงตู่”ที่โดนใจชาวบ้าน โดยเฉพาะบัตรประชารัฐ ทำให้เร่งเครื่องเบียดแซง นางบุญรื่น ศรีธเรศ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยขึ้นมาแข่งกับ “วิรัช พิมพะนิตย์” อย่างเห็นได้ชัด คาดว่าเขตนี้เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาจะฉีกโพยทุกสำนัก เพราะวันนี้ ฐานเสียงหลักของ “ป้ารื่น” ซึ่งเป็นกลุ่ม กศน.หรือการศึกษานอกโรงเรียนตามอัธยาศัยได้ถูกเจาะไข่แดงเสียแล้ว

ต่อด้วยเขตเลือกตั้งที่ 2 ยังแรงต้องยกให้ นางวันเพ็ญ เศรษฐรักษา หรือ “เจ้นางโรงทาน” พรรคภูมิใจไทย คนในบ้านสายซารัมย์ เริ่มทิ้งห่าง “ลุงกุ้ง” นายวีระวัฒน์ โอสถานุเคราะห์ แห่งพรรคเพื่อไทยอย่างเห็นได้ชัด เพราะด้วยลูกขยันบวกกับส่วนตัวมีความโดดเด่นในเรื่องอุปนิสัยที่ชาวบ้านบอกว่าเข้าถึงง่ายเพราะอดีตใครก็รู้ว่า “เจ้นาง” เคยเป็นแม่ค้าในตลาดที่มีความสัมพันธ์ในกลุ่มพ่อค้าแม่ขายภายในชุมชนด้วย แต่หากในเขตนี้ถือเป็นพื้นที่แข็งฐานเสียงกระจาย ตัวเบียดที่กำลังเร่งเครื่องแรงเบียดมาติดๆชนิดหายใจลดต้นคอต้องยกให้นายวิทยา ภูมิเหล่าแจ้ง พรรคพลังท้องถิ่นไท หรืออดีตนายอำเภอแดง และเป็นอดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ เพราะในช่วงนี้ใครที่ติดตามพื้นที่ก็รู้ว่า หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท จัดหนัก ให้ทั้งแกนนำ โดยเฉพาะดารา เดินสายลงอ้อนขอคะแนน จากฐานเสียงเก่าของ นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง รองหัวหน้าพรรคฯและส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อพรรคฯ อดีต นายกเทศมนตรีตำบลยางตลาดจึงทำให้บีบ”เสี่ยโด่ง” นายชานุวัฒน์ วรามิตร จากพรรคพลังประชารัฐ ตกไปอยู่อันดับสาม เพราะกระแสจากค่ายโรงสีที่ขาดหัวเรือใหญ่ คงจะเดินถนนสายการเมืองยากลำบากก็คราวนี้

ขณะที่เขตเลือกตั้งที่ 3 ฉีกปากกาเซียนแน่ เพราะพรรคพลังประชารัฐ จะได้เก้าอี้ ส.ส.ในเขตนี้ชัวร์แล้ว เพราะหลังจากการเปิดตัวของนายจำลอง ภูนวนทา พรรคพลังประชารัฐ เริ่มออกปราศรัยหาเสียงปรากฏว่าในแต่ละจุดมีประชาชนมารอฟังการปราศรัยมากกว่า 3,000-5,000 คน เพราะมีฐานคะแนนเดิมจากที่เจ้าตัวเคยเป็นอดีต ส.จ.กาฬสินธุ์ มาก่อน อีกทั้งลงในนามพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นพรรคที่ใช่ โดนใจ กับคนในพื้นที่ส่วนใหญ่ เด็กยังเชื่อผู้ใหญ่ จึงทำให้มีคะแนนนิยมนำโด่งทิ้งห่างอันดับสอง  “เสี่ยเงิน” หรือนายคมเดช ไชยศิวามงคล พรรคเพื่อไทย อย่างไม่เห็นฝุ่น แถมเสี่ยเงินยังต้องมาผวากับ อันดับสาม คือนายดนุพล ผือโย พรรคภูมิใจไทย กำลังที่เร่งเครื่องจนเหมือนจะแซงทางโค้งขึ้นมา

ส่วนเขตเลือกตั้งที่ 4 หลังจากโพยหลายสำนักลงพื้นที่ ยกให้ “ครูต๋อย” หรือ นายพีระเพชร ศิริกุล แห่งพรรคเพื่อไทยเป็นที่หนึ่ง แต่จากการสอบถามฐานคะแนนในโค้งสุดท้าย ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าตกใจประมาทกันไม่ได้แน่ๆ เพราะเขตนี้ประชาชนนิยม “ลุงตู่” และชื่นชอบนโยบาย ส่งผลให้“ดร.อี๊ด” ดร.สิทธิศักดิ์ พัฒนชัย พรรคพลังประชารัฐ พุ่งแซงทางโค้ง “ครูต๋อย” ขึ้นมาเป็นที่นำ 1 อย่างน่าตกใจ จนเกิดคำถามว่าเป็นไปได้อย่างไร แต่พอมาดูเหตุผลพบว่า “ดร.อี๊ด” มีเครือข่ายญาติพี่น้องอยู่หลายอำเภอทั้งอำเภอหลัก คือ อ.สมเด็จ ดอนจาน สามชัย และ อ.คำม่วง  ซึ่งใครๆก็รู้ว่าเป็นครูนักพัฒนา คุณสมบัติครบถ้วน ก่อนจะผันตัวเองมาทางการเมือง อีกทั้งประวัติส่วนตัวที่ไม่ธรรมดา ทำให้ ครูต๋อย ตกกระป๋องลงมาเป็นที่สอง ถูกชิงคะแนนจนต้องมาเบียดกับ “ครูไชย” หรือนายไชยสิทธิ์ อุดรพิมพ์ พรรคเพื่อชาติ ซึ่ง กองเชียร์ เสียงดังอย่าง นายจตุพร พรมพันธ์ ได้ลุยปราศรัยโกยคะแนนคนเสื้อแดงไปก่อนแล้ว

ปิดท้ายกันที่เขตเลือกตั้งที่ 5 หลังเกิดกระแสศิษย์พี่ศิษย์น้อง ระหว่าง “เสี่ยพนธ์” หรือนายนิพนธ์ ศรีธเรศ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้รับผลกระทบจากการตัดเขตเลือกตั้งเหลือเพียง 5 เขตจากเดิมมี 6 เขต จนต้องสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ด้วยความขมขื่นใจ ต้องมาชนกับ “กำนันหิต” หรือนายประเสริฐ บุญเรือง พรรคเพื่อไทย ศิษย์น้อง  ซึ่งกระแสความนิยมนั้นยังมาแรง ชนิดต้องตัดสินกันด้วยภาพถ่าย แต่หลังจากที่ แกนนำพรรคพลังท้องถิ่นไท นำเอาฟิล์มรัฐภูมิ พร้อมขุนพลฝีปากกล้าลงปราศรัยในพื้นที่ให้นายศุภชัย วิมานไพจิตร พรรคพลังท้องถิ่นไท จึงเกิดการแย่งชิงฐานเสียงกันระหว่างอำเภอกุฉินาราย์และอำเภอนาคู ซึ่งหากใครจะชนะในเขตนี้ ก็คงต้องไปดูที่ อำเภอเขาวง ว่าคะแนนใครจะนำภายหลังการเลือกตั้ง แต่ด้วยความได้เปรียบในพื้นที่อำเภอเขาวงเพราะเป็นฐานกำลังหลักของ “กำนันหิต” หลังปิดหีบเลือกตั้งผลคะแนนสุดท้ายคงจะออกที่ใครคงต้องรอลุ้น

แสดงความคิดเห็น