ยโสธร-ชาวไร่อ้อยเดือดร้อนหนักต้องขนถ่ายอ้อยไปขายต่างจังหวัด

             ชาวไร่อ้อยในจังหวัดอำนาจเจริญ และยโสธร กว่า 7,000 คน กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักภายหลังภาครัฐยื้อไม่ออกใบอนุญาตให้ตั้งโรงงานนานกว่าครึ่งปีแล้ว จนส่งผลให้ชาวไร่อ้อยต้องขนถ่ายอ้อยของตนเองไปขายในต่างจังหวัดซึ่งต้องแบกภาระค่าขนส่งที่สูงขึ้น  

               จากกรณีเหตุการณ์ปัจจุบันมีกลุ่มผู้คัดค้านการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อย ซึ่งจะมีการก่อสร้างในพื้นที่ตำบลน้ำปลีก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ และล่าสุดคณะกรรมการกำกับกิจการการพลังงาน (กกพ.) ได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากชาวบ้านทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีทั้งกลุ่มผู้คัดค้านและกลุ่มผู้สนับสนุนในจังหวัดอำนาจเจริญและยโสธร เพื่อประกอบการพิจารณาใบอนุญาตก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยในวันนี้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยได้มายื่นหนังสือสนับสนุนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลจังหวัดอำนาจเจริญ เนื่องจากประสบปัญหาเดือดร้อนอย่างหนักจากการแบกภาระต้นทุนขนส่งอ้อยไปยังโรงงานนอกพื้นที่ภายหลังการเก็บเกี่ยว ส่งผลให้เกษตรกรที่ปลูกอ้อยในจังหวัดอำนาจเจริญและยโสธร เกิดความกังวลต่ออาชีพปลูกอ้อยในระยะยาว นายอุทิศ  สันตวงค์ ประธานสหกรณ์ชาวไร่อ้อยลำน้ำเซบาย กล่าวว่า ขณะนี้ยังมีชาวไร่อ้อยอีกกว่า 7,000 คน ในจังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดยโสธร กำลังได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากการที่โรงไฟฟ้าชีวมวลไม่เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งที่เสียหายไปนี้ คือชาวไร่อ้อยต้องส่งอ้อยในพื้นที่โรงงานในจังหวัดกาฬสินธุ์ ปีนี้ชาวไร่อ้อยสูญเสียเงินค่ารถเฉพาะค่าขนส่งไปแล้วกว่า 120 ล้านบาท แทนที่เงินส่วนนี้จะได้เข้าสู่สู่กระเป๋าพี่น้องชาวไร่อ้อย และเราคงต้องขาดทุนมากกว่านี้ถ้าตัดอ้อยส่งไม่ทัน เพราะทางกาฬสินธุ์ก็มีอ้อยอยู่จำนวนมาก แต่ถ้าโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลเกิด ขึ้นในพื้นที่จะส่งผลดีต่อชุมชน ทุกคนมีรายได้พี่น้องไม่ต้องเป็นหนี้ ซึ่งที่เป็นหนี้อยู่ขณะนี้ก็เป็นหนี้นอกระบบทั้งนั้น อีกทั้งปีนี้ราคาอ้อยก็ตกต่ำ ยิ่งซ้ำเติมชาวไร่อ้อยให้ขาดทุนหนักขึ้นไปอีก จึงขอฝากไปถึงคณะกรรมการฯ รวมถึงสื่อมวลชนว่า ในขณะที่มีเสียงจากกลุ่มผู้คัดค้านก็อยากให้เห็นใจและรับฟังเสียงข้อเท็จจริงจากกลุ่มผู้ปลูกอ้อยใน 2 จังหวัดด้วยว่าเราเดือดร้อนจริงๆ ซึ่งที่ผ่านมา ชาวไร่อ้อยและชุมชนรอบๆ โรงงานก็ได้รับฟังการชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการการดำเนินงานที่โปร่งใสของโรงงานและการมีส่วนร่วม กับชุมชน เราจึงมีความเชื่อมั่นและเห็นว่าโครงการนี้จะมีประโยชน์กับจังหวัดอำนาจเจริญและยโสธร”        

            

  ที่ผ่านมาการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลโครงการมิตรอำนาจเจริญและโรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อยที่เป็นธุรกิจต่อเนื่องนั้น มีทั้งกลุ่มคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่จะตามมา เมื่อมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาก่อสร้างในพื้นที่ซึ่งในเรื่องนี้ โรงงานน้ำตาลมิตรอำนาจเจริญเองก็ได้มีการชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งโรงงานน้ำตาลว่าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงสื่อสารชี้แจงทำความเข้าใจกับชุมชน ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องครอบคลุมทุกด้าน ตั้งแต่โอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชนและรายได้ของครัวเรือนที่จะเพิ่มมากขึ้น  การจ้างงานในท้องถิ่นที่เพิ่มขึ้น การพัฒนาของชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนผลกระทบที่มีมาตรฐานการป้องกันร่วมกันได้แก่ การจัดการระบบน้ำทิ้ง ระบบการดูแลและควบคุมฝุ่นระบบการจราจร โดยมีการชี้แจงข้อมูลดังกล่าวผ่านการประชุมรับฟังความคิดเห็นทั้ง 2 ครั้ง และได้เชิญตัวแทนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ภายในรัศมี 5 กิโลเมตร จากที่ตั้งโรงงาน ทั้งหมด จำนวน 34 หมู่บ้าน จากจังหวัดอำนาจเจริญและยโสธรเข้าร่วมงาน แต่เดิมในพื้นที่จังหวัดอำนาจเจริญและยโสธรมีการทำไร่อ้อยอยู่แล้วกว่า 80,000 ไร่ หรือคิดเป็นผลผลิตอ้อยประมาณ 800,000 ตัน ทว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวอ้อย เกษตรกรชาวไร่อ้อยในสองจังหวัดนี้ ยังคงต้องส่งอ้อยไปยังโรงงานน้ำตาลในจังหวัดข้างเคียง เช่น กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร ซึ่งทำให้ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายที่สูง จนชาวไร่อ้อยบางรายก็ไม่คุ้มทุน หรือไม่ก็ขาดทุน การก่อตั้งโครงการโรงงานน้ำตาลในพื้นที่ เช่นนี้จึงช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน ค่าขนส่งลงได้มาก   

                     จนเมื่อปี พ.ศ. 2558 ที่โครงการประชารัฐแปลงใหญ่อ้อย จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเป็นความร่วมมือของ หลายภาคส่วนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม และมีเป้าหมายในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย ได้เริ่มแนะนำส่งเสริมการปลูกอ้อยให้เกษตรกรในจังหวัดอำนาจเจริญและยโสธร เนื่องจากพบว่ามีพื้นที่กว่า 50%  ที่เหมาะสมกับการปลูกอ้อย และด้วยสภาพภูมิอากาศและดินในภาคอีสานที่จะทำให้อ้อยมีความหวานสูงกว่าภูมิภาคอื่น  ทำให้ชาวไร่อ้อยได้ราคาขายที่สูงกว่าภาคอื่นด้วย อ้อยจึงเป็นพืชทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้แก่เกษตรกร ปัจจุบัน พื้นที่ส่งเสริมการปลูกอ้อยในโครงการประชารัฐ แปลงใหญ่อ้อย จังหวัดอำนาจเจริญ มีจำนวนพื้นที่ 139,053 ไร่  มีเกษตรกรทั้งหมด 7,219 ราย เป็นปริมาณอ้อยทั้งสิ้น 1,750,000 ตัน สร้างรายได้มากกว่า 1,750 ล้านบาท เฉลี่ยรายได้จากการทำ ไร่อ้อยต่อครัวเรือน 86,730 บาทต่อปี หลังหักต้นทุนค่าใช้จ่าย

แสดงความคิดเห็น