ชาวกาฬสินธุ์เชื่อมั่น คสช.สร้างรายได้เดือนละครึ่งล้านคืนถิ่นยึดเศรษฐกิจพอเพียง

หนุ่มใหญ่ วัย 45 ปี ชาว อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ อดีตผู้รับเหมา รายได้เดือนละกว่า 5 แสนบาท หันหลังให้กับวงการกลับบ้านเกิด พลิกผืนดินที่เคยแห้งแล้งเป็นแหล่งสร้างรายได้  ก่อนยกระดับเป็นศูนย์การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ระดับจังหวัด ขอบคุณรัฐบาล คสช.ที่สนับสนุนโครงการดีๆสู่ชุมชนต่อเนื่องตลอด 4 ปี

วันที่ 8 มกราคม 2562 จากการติดตามการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ ของชาวบ้านใน จ.กาฬสินธุ์ โดยเฉพาะในโซนที่เคยประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านหนองกาว หมู่ 5 ต.นาเชือก อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ หลังได้รับการแก้ปัญหาและพัฒนา กระทั่งได้รับการคัดเลือกเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวนวัตวิถี ของดีบ้านฉันระดับจังหวัด

นายประยงค์ จันทะรัด ผู้ใหญ่บ้านหนองกาว หมู่ 5 กล่าวว่า บ้านหนองกาวอยู่บนที่ราบสูง สมัยก่อนประสบภัยแล้ง การประกอบอาชีพอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก สภาพดินเสื่อมโทรม ชาวบ้านฐานะยากจน ก่อนที่จะมีการพัฒนา เป็นหมู่บ้านพัฒนาตัวอย่างและหมู่บ้านท่องเที่ยวนวัตวิถี ของดีบ้านฉัน เมื่อช่วงปลายปี 2561 ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ผ่านหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น ฝ่ายปกครอง  เกษตร สถานีพัฒนาที่ดิน ประมง ปศุสัตว์ เป็นต้น

นายประยงค์กล่าวอีกว่า จากการที่รัฐบาล คสช. นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้จัดโครงการและงบประมาณลงสู่ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี  ทำให้เกิดการพัฒนาและต่อยอด ทุกปัญหาได้รับการแก้ไข หมู่บ้านหนองกาวไม่แห้งแล้งอีกต่อไป  มีแหล่งน้ำใต้ดินบนดิน ถนนหนทางไปนาไปไร่สะดวก  ชาวบ้านมีอยู่มีกิน มีรายได้ มีอาชีพเสริม มีอาชีพหลักที่มั่นคง มีศูนย์เรียนรู้ที่มีศักยภาพ เจ้าของศูนย์เป็นคนรุ่นใหม่ และได้รับการยกย่องเป็นบุคคลต้นแบบ เหล่านี้ล้วนเป็นจุดแข็งให้บ้านหนองกาว ได้รับการคัดเลือกจากทางอำเภอ เข้าประกวดหมู่บ้านนวัตวิถี ของดีบ้านฉัน และได้รับรางวัลระดับจังหวัดดังกล่าว

ด้านนายมนูญ ขนันแข็ง อายุ 45 ปี บ้านเลขที่ 149  บ้านหนองกาว หมู่ 5 กล่าวว่า เดิมตนเป็นเจ้าของธุรกิจรับเหมาขนาดเล็ก มีรายได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 5 แสนบาท ซึ่งดำเนินธุรกิจรับเหมามาประมาณ 7 ปี ก่อนที่จะพลิกชีวิตกลับมาทำการเกษตรผสมผสานที่บ้านเกิดเมื่อปี 2558 หรือ 3 ปีที่ผ่านมา

นายมนูญกล่าวอีกว่า ช่วงนั้นรู้สึกอิ่มตัวกับธุรกิจรับเหมา จึงคิดกลับมาทำการเกษตรที่บ้านเกิด ที่ไม่ต้องต่อสู้ดิ้นรนอะไรมาก ประกอบกับที่รัฐบาล คสช. ประกาศสนับสนุนแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากลงมือทำ  ก็มาจัดสรรพื้นที่ที่มีอยู่ 7 ไร่ แบ่งเป็นปลูกพืชผักสวนครัว ไม้ผล ที่กินได้ ขายได้ สร้างโรงเรือนเพาะเห็ด เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่เนื้อไก่ไข่ เลี้ยงกบ เลี้ยงปลาดุก ปลานิล และเลี้ยงหนูนา   ช่วยกันทำกับพ่อแม่ ไม่ต้องจ้างแรงงาน มีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงที่ ล้วนเป็นผลผลิต เป็นอาหาร มีรายได้เข้าครัวเรือนเฉลี่ยวันละ 1,000 บาท

“จากที่เคยจับธุรกิจรับเหมา ความรู้ทางเกษตรจึงแทบไม่มี เพิ่งจะมาเสริมทักษะความรู้กับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ ที่มาให้การอบรมเป็นระยะ ก็ค่อยเรียนรู้ ลองผิดลองถูก กระทั่งเกิดผลผลิต มีกลุ่มลูกค้า มีเครือข่าย และได้รับการยกระดับเป็นศูนย์การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และแหล่งเรียนรู้ระดับจังหวัด มีเกษตรกร องค์กรต่างๆ มาศึกษาดูงานตลอดปี นอกจากนี้ สวนเกษตรของตนยังถือเป็นห้องรับแขกของนักท่องเที่ยว ที่มาเยี่ยมเยือนหมู่บ้านนวัตวิถี ของดีบ้านฉันอีกด้วย” นายมนุญกล่าว

นายมนูญกล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของตน เกิดจากความเชื่อมั่นในรัฐบาล คสช. และการตั้งใจทำ เพื่อเอาชนะความแห้งแล้งและอุปสรรคต่างๆ ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่สนับสนุนโครงการต่างๆ และมอบนโยบายส่วนราชการขับเคลื่อนสู่ชุมชน ซึ่งเป็นการจุดประกายให้ตนกลับมาตั้งหลักปักฐานที่บ้านเกิด จากผืนนาที่เคยแห้งแล้งเมื่อ 4 ปีก่อน วันนี้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับชาวบ้านหรือเกษตรกรรุ่นใหม่ ถึงแม้จะมีรายได้ต่อเดือนน้อยกว่าที่เคยได้รับคือเดือนละ 5 แสนบาท แต่สิ่งที่ได้มากกว่าคือความสุข ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิด และที่ภูมิใจที่สุดคือเป็นต้นแบบของการประกอบอาชีพ และดำเนินชีวิตตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

แสดงความคิดเห็น