ชมรมพยาบาลฯหนุนจ่ายยาแทนเภสัชที่ขาดแคลนได้

ชมรมพยาบาลโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งประเทศไทย เห็นด้วยกับการผ่านร่าง พ.ร.บ.ให้พยาบาลสามารถตรวจวินิจฉัย จ่ายยาให้กับผู้ป่วยได้ ใน รพ.สต.แต่ต้องพยาบาลเวชปฎิบัติผ่านการอบรม 4 เดือน

วันที่ 30 สิงหาคม 2561 ตามที่ กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบใน พ.ร.บ.พยาบาลจ่ายยาได้ จะต้องออกกฎกระทรวง หรือเรียกอีกอย่างคือกฏหมายลูกรองรับ พรบ.มอบอำนาจให้พยาบาล และการผดุงครรภ์ ที่ผ่านการอบรมเวชปฎิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น) สามารถจ่ายยาที่จำเป็นเพิ่มอีกหลายรายการนอกจากยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งขัดกันกับพรบ.ยานี้ การขัดกันของกฎหมาย จึงสมควรได้รับการแก้ไข เนื่องจากว่าในการศึกษาหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางสาขาการพยาบาลเวชปฎิบัติทั่วไป เขาได้เรียนรู้เรื่องยา การออกฤทธิ์ เสริมฤทธิ์ของยาอาการข้างเคียง ผลกระทบจากการใช้ยา การใช้ยาอย่างสมเหตุผลและอีกมากมาย อันนี้ก็สมควรที่จะกำหนดในกฎกระทรวงให้ชัดเจนไปเลย ว่าถ้าจบเวชปฎิบัติแล้วจ่ายยาได้ ไม่ใช่จบแค่พยาบาลทั่วไป เป็นการกำหนดเงื่อนไขว่า ถ้าต้องการจ่ายยาต้องไปเรียนเวชปฎิบัติ ซึ่งสามารถที่จะทำได้ในรูปแบบการออกกฏหมายลูกรองรับ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาที่ว่าขาดความรู้ด้านยา เป็นการอุดช่องว่างของกฎหมาย และเพื่อให้เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดีของผู้ปฏิบัติ และเพื่อให้เกิดความมั่นใจของผู้รับบริการ ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกันเป็นวงกว้างโดยเฉพาะพยายาลวิชาชีพ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ในข้อกฎหมายระหว่างพยาบาล กับ เภสัช

นายภาคภูมิ สายหยุด ประธานชมรมพยาบาลโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลแห่งประเทศไทย ( รพ.สต.) ซึ่งเป็นหัวหน้า รพ.สต.คูซอด อำเภอเมืองศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ตามบริบทของคนท้องถิ่น คนชนบทที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้าน ตำบล เวลาเจ็บป่วยไม่สบาย ก็จะต้องไปพึ่งโรงพยาบาลสาธารณสุขตำบล หรือ รพ.สต.เป็นหลัก และแน่นอนที่ รพ.สต.จะมีเพียงพยาบาลวิชาชีพ ที่ตรวจวิเคราะห์รักษาผู้ป่วย แต่นั้นไม่ได้หมายความว่า พยาบาลทุกคนจะสามารถวิเคราะห์จ่ายยารักษาได้ แต่พยาบาลที่จะต้องจ่ายยาได้ คือ พยาบาลผู้ที่ผ่านการอบรมเวชปฎิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น) ที่ผ่านการอบรม 4 เดือน ทั้งนี้ก็คือ กระทรวงไม่สามารถที่จะบรรจุเภสัชให้ไปประจำอยู่ที่ รพ.สต.ได้ครบทุกแห่งในประเทศไทย ที่มี รพ.สต.อยู่มากกว่า 9,700 กว่าแห่ง ซึ่งปกติในทางปฎิบัติ พยายาลก็มีการจ่ายยาให้แก่ผู้ป่วยอยู่ใน รพ.สต.แต่จะดีใหม หากมีกฎหมายไปรองรับเขาเหล่านั้นให้กระทำโดยถูกกฎหมายอย่างแท้จริง ประชาชนก็จะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด หรือจะมีการบรรจุเภสัชลงประจำ รพ.สต. ที่มีอยู่ทั่วประเทศขณะนี้กว่า 9,700 กว่าแห่ง แต่กระทรวงมีเภสัชอยู่ทั้งประเทศขณะนี้ 3 หมื่นกว่าคน บรรจุยังโรงพยาบาล อยู่ ราว 1 หมื่นกว่าคนเท่านั้น นอกนั้นอยู่ตามร้านขายยาเอกชนต่างๆ เห็นด้วยที่จะผลิตและบรรจุเภสัชลงไปยัง รพ.สต.แต่วันนี้ให้มีเวลาอีก 10 ปี ก็จะยังไม่ตอบโจทย์การมีเภสัชจ่ายยาประจำ ใน รพ.สต.

แสดงความคิดเห็น