กาฬสินธุ์ขับเคลื่อนป่าครอบครัวแก้จนตามศาสตร์พระราชา

สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดกาฬสินธุ์จัดสัมมนาถอดบทเรียน พร้อมขับเคลื่อนโครงการป่าครอบครัวแก้จนตามศาสตร์พระราชา ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนปลูกป่าครอบครัว น้อมนำและสืบสานการพัฒนาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชการที่ 9

ที่หอประชุม จ.กาฬสินธุ์ ศูนย์ราชการ จ.กาฬสินธุ์ นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการสัมมนาถอดบทเรียนป่าครอบครัวแก้จนตามศาสตร์พระราชา และมอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่บุคคลต้นแบบจัดการป่าครอบครัวดีเด่น จำนวน 7 ราย โดยมี นายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ นายพิชิต สมบัติมาก ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.กาฬสินธุ์ พร้อมด้วยส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง และประชาชน เข้าร่วมกว่า 300 คน

โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นประกอบด้วย การจัดเวทีอภิปรายและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ป่าแก้จนตามศาสตร์พระราชา และกิจกรรมการจัดนิทรรศการแบบมีชีวิตการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4อย่าง ตามศาสตร์พระราชา สมุนไพรรักษาโรคจากป่าครอบครัว ธนาคารน้ำใต้ดินเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและผลผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าของดีจากป่าครอบครัวทั้งเสื้อผ้า อาหาร เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพจากป่าครอบครัว

นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าในพื้นที่ต้นน้ำ ส่งผลให้พื้นที่ต้นน้ำมีความเสื่อมโทรมไม่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ ประกอบกับสภาพอาการมีความแปรปรวนเกิดภาวะแห้งแล้งฝนตกทิ้งช่วง หรือฝนน้อย ส่งผลกระทบต่อการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการทำการเกษตรแบบอาศัยน้ำฝนและไม่มีแหล่งน้ำเพิ่มเติมสำหรับการเกษตร ซึ่งจากปัญหาดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทางมีแนวพระราชดำรัสการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง หรือเป็นการปลูกป่าในรูปแบบ “พออยู่ พอกิน และพอใช้” หมายถึงพออยู่ คือการปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อใช้สร้างที่อยู่อาศัยและจำหน่าย พอกิน คือการปลูกพืชเกษตรเพื่อบริโภคและสมุนไพร พอใช้หมายถึงกรปลูกไม้ไว้ใช้สอยโดยตรงและเพื่อพลังงาน

นายวิจารย์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 5 สร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดค่าเป้าหมายและตัวชี้วัดมุ่งเน้นอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้คนรุ่นต่อไปได้ใช้อย่างยั่งยืนและต้องการมีพื้นที่สีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่น้อยกว่าร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ โดยเป็นป่าธรรมชาติร้อยละ 35 ส่วนป่าใช้ประโยชน์ร้อยละ 15 และพื้นที่สาธารณะพักผ่อนร้อยละ 5 ดังนั้นการส่งเสริมป่าครอบครัวนั้นถือว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติต่อไป

ด้านนายไกรสร กองฉลาด ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ สำหรับ จ.กาฬสินธุ์มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 4.34 ล้านไร่ ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร โดยการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ซึ่งมักประสบปัญหาด้านผลผลิตจากภัยแล้ง น้ำท่วม และความผันผวนของราคา ส่งผลให้ จ.กาฬสินธุ์เป็น 1 ใน 10 ของจังหวัดที่มีรายได้ต่ำที่สุดของประเทศ ซึ่งเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2560 พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมพื้นที่และพบประประชาชน และได้ให้ จ.กาฬสินธุ์เป็นจังหวัดนำร่องในการแก้ไขปัญหาความยากจน ดังนั้น จ.กาฬสินธุ์จึงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนในรูปแบบกาฬสินธุ์แฮปปี้เนสโมเด็ล คนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง พร้อมทั้งขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องและมีผลดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับการจัดสัมมนาถอดบทเรียนป่าครอบครัวแก้จนตามศาสตร์พระราชาในครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมการปลูกต้นไม้เศรษฐกิจไว้เป็นหลักทรัพย์และเป็นภูมิคุ้มกันอนาคตของครอบครัว ช่วยแก้ปัญหาความยากจนตามแนวทางกาฬสินธุ์แฮปปี้เนสโมเดล คนกาฬสินธุ์ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอีกด้วย

ขณะที่นายพิชิต สมบัติมาก ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า จ.กาฬสินธุ์มีสัดส่วนพื้นที่ป่าเพียงร้อยละ 10 ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ ดังนั้นเพื่อเป็นการน้อมนำและสืบสานการพัฒนาตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.กาฬสินธุ์ จึงได้ดำเนินการส่งเสริมการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ในที่ดินของเกษตรกร เพื่อปลูกสร้างให้เป็นป่าครอบครัว และส่งเสริมให้เครือข่ายเกษตรกรเข้าร่วมโครงการป่าครอบครัวอย่างน้อย อปท.ละ 10 ครอบครัวๆ ละ 2 – 5 ไร่ ซึ่งจะสามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวของ จ.กาฬสินธุ์ได้ 3,000 – 7,500 ไร่ เมื่อคิดการปลูกต้นไม้เศรษฐกิจ อย่างน้อย 200 ต้นต่อไร่ เมื่อครบอายุตัดต้นไม้แต่ละต้นจะมีมูลค่าขั้นต่ำต้นละ 20,000 บาท จะมีมูลค่าประมาณ 4 ล้านบาทต่อไร่

แสดงความคิดเห็น